กำจัดความเสี่ยง เลือกกินอาหารน้ำตาลน้อย ไขมันต่ำ รสไม่จัด เพื่อสู้กับ “เบาหวาน”

 

กำจัดความเสี่ยง เลือกกินอาหารน้ำตาลน้อย ไขมันต่ำ รสไม่จัด เพื่อสู้กับ “เบาหวาน”

                “ฮอร์โมนอินซูลิน” มีความจำเป็นต่อร่างกายคนเรา ทำหน้าที่นำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน ถูกผลิตขึ้นจากตับอ่อน เมื่อตับอ่อนเกิดผิดปกติ สร้างฮอร์โมนอินซูลินได้น้อย ทำให้ไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ได้ จึงเกิดการคั่งของน้ำตาลในอวัยวะต่างๆ เมื่อร่างกายไม่สามารถเผาผลาญน้ำตาลเป็นพลังงานได้ ก็หันมาเผาผลาญกล้ามเนื้อและไขมันแทน ทำให้เกิดกล้ามเนื้อฝ่อลีบ อ่อนเพลีย และผ่ายผอม ส่วนน้ำตาลที่คั่งในอวัยวะต่างๆ ก็เป็นเหตุให้เกิดความผิดปกติ และเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา ซึ่งทั้งหมดนี้เรียกว่า “เบาหวาน”

 

หากท่านมีอาการเหล่านี้ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็น “เบาหวาน”

                – ปัสสาวะบ่อย

                – หิวน้ำ ดื่มน้ำบ่อย

                – กินจุ แต่น้ำหนักลด

                – อ่อนเพลีย

                – ตามัว

                – แผลหายยาก

                – ชาที่มือ ที่เท้า

 

และหากท่านมีลักษณะดังต่อไปนี้

                – พ่อ แม่ พี่ หรือน้อง เป็นเบาหวาน

                – อ้วน อ้วนลงพุง โดยวัดได้ง่ายๆ คือ ผู้หญิงมีรอบพุงมากกว่าหรือเท่ากับ 80 ซม. ส่วนผู้ชายใช้เกณฑ์ 90 ซม.

                – ความดันโลหินสูงมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มม.ปรอท หรือบางรายใช้ยาลดความดันโลหิต

                – เมื่อไปตรวจร่างกายพบไขมันไตรกลีเซอไรด์มากกว่าหรือเท่ากับ 250 มก./ดล. และไขมันคลอเลสเตอรอลชนิดดีมีค่าน้อยกว่า 35 มก./ดล.

                – หากเป็นหญิงมีประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และบุตรมีน้ำหนักแรกคลอดมากกว่า 4 กก.

                – เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ อัมพาตจากหลอดเลือดสมองตีบ หลอดเลือดที่มาเลี้ยงขาหรือเท้าตีบ

                “หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นกับตัวท่านแสดงว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นเบาหวานให้รีบไปเจาะเลือดตรวจหาระดับน้ำตาลที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน”

 

                เมื่อเป็นเบาหวานแล้วทำต้องทำตัวอย่างไร

สิ่งสำคัญนอกจากไปพบแพทย์รักษาเบาหวานแล้ว คือการลดความเสี่ยงให้มากที่สุดที่จะทำได้ แม้ว่าปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุ  เพศ และประวัติครอบครัว เป็นโรคเบาหวานปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนไม่ได้ แต่สามารถปรับการดำเนินชีวิตได้ คือ  

– งดสูบบุหรี่

– ลดความอ้วน

– ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

– ลดความดันโลหิตสูง

– แก้ไข ไขมันในเลือดที่ผิดปกติให้กลับคืนดี

– ควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดให้อยู่ในระดับที่ดี

– งดหรือลดดื่มเหล้าเบียร์และของมึนเมา

– รับประทานยาให้สม่ำเสมอตามคำสั่งของแพทย์ผู้รักษา 

 

                เมื่อยังไม่เป็นเบาหวาน ควรปฏิบัติตัวเพื่อสุขภาพตนเองอย่างไร

คุณหมอปิยะ  ลินลาวรรณ กลุ่มงานเวชกรรมสังคม  โรงพยาบาลพระจอมเกล้าจังหวัดเพชรบุรี มีคำแนะนำในการป้องกันโรคเบาหวาน คือ การลดปัจจัยเสี่ยง เช่น ควรออกกำลังกายให้มากขึ้น การเดิน  ไม่อาศัยพาหนะหากต้องเดินทางในระยะไม่ไกลนัก  สิ่งสำคัญคือการระวังเรื่องอาหาร  โดยเฉพาะอาหาร “จานด่วน” มักจะมีไขมันสูง และต้องรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับปกติ ไม่อ้วน ไม่ผอมจนเกินไป

 

หากเป็น “เบาหวาน” แล้ว อาหารการกินควรกินอย่างไร

สำหรับเรื่องของอาหารเมื่อเป็นเบาหวานแล้ว คุณหมอปิยะ บอกว่าผู้ป่วยเบาหวานสามารถเลือกรับประทานอาหารต่างๆ โดยเลี่ยงอาหารรสหวาน (จากน้ำตาล ไม่แนะนำให้ใช้สารให้ความหวาน) ไม่ว่าจะมีรสหวานเอง เช่น ผลไม้มีรสหวาน หรือเลี่ยงการใส่น้ำตาล เช่น เลี่ยงการเติมน้ำตาลลงในอาหารที่รับประทาน

วิธีปฎิบัติที่ถูกต้อง ผู้ป่วยควรเลือกรับประทานอาหารหลากหลายชนิด ไม่เพียงเพื่อลดการบริโภคน้ำตาล แต่เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เช่น อ้วน ไขมันในเลือดสูง เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนที่ร่างกายต้องการ โดยเลือกรับประทานอาหารต่างๆ ดังนี้

อาหารจำพวก ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง เผือกมัน ถั่วเมล็ดแห้ง ผู้ป่วยเบาหวานรับประทานอาหารในกลุ่มนี้ได้เช่นเดียวกับคนปกติ ไม่จำเป็นต้องงดหรือจำกัดมากเกินไป เพราะข้าวเป็นแหล่งของพลังงานที่ร่างกายต้องการใช้เพื่อการทำกิจกรรมต่างๆ ข้าวเจ้าเหมาะสมกว่าข้าวเหนียว ข้าวกล้องดีกว่าข้าวขาว ส่วนจะรับประทานได้เท่าไรนั้น ขึ้นกับอายุ น้ำหนักตัว และกิจกรรมหรือแรงงานที่ผู้ป่วยทำในแต่ละวัน และควรเลือกรับประทานข้าวซ้อมมือ หรือขนมปังที่ทำจากแป้งที่ไม่ขัดสี เพื่อจะได้ใยอาหารเพิ่มขึ้น

อาหารจำพวกผัก จะมีวิตามิน เกลือแร่ และใยอาหารมาก ผู้ป่วยเบาหวานควรรับประทานให้มากขึ้นในทุกมื้อ โดยเฉพาะผักใบสีเขียวสดหรือสุก รับประทานได้ตามต้องการ ใยอาหารจะช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลและ ไขมันในอาหารทำให้ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดลดลง ผู้ป่วยเบาหวานควรรับประทานผักวันละ 2-3 ถ้วยตวงทั้งผักสดและผักสุก

ผลไม้ ทุกชนิดมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ถึงแม้จะมีใยอาหาร แต่หากรับประทานมากกว่าปริมาณที่กำหนด จะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงได้ ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกรับประทานผลไม้ 1 ชนิดต่อมื้อ วันละ 2-3 ครั้งหลังอาหาร หลีกเลี่ยงผลไม้หวานจัด เช่น ทุเรียน ขนุน ละมุด หรือ ผลไม้ตากแห้ง ผลไม้กวน ผลไม้เชื่อม ผลไม้แช่อิ่ม ผลไม้กระป๋อง

สำหรับอาหารพวก เนื้อสัตว์ ให้โปรตีน ผู้ป่วยควรได้รับทุกมื้อ มื้อละ 2-4 ช้อนกินข้าว และควรเลือกเนื้อสัตว์ชนิดไม่ติดมันและหนัง รับประทานปลาและเต้าหู้ให้บ่อยขึ้น ส่วนน้ำมันนั้น ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกใช้น้ำมันพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว แทนน้ำมันปาล์มโอเลอีน/น้ำมันหมูในการประกอบอาหาร นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารทอด อาหารพวกเบเกอรี่ และอาหารที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ

น้ำหวาน ทั้งชนิดอัดลมและไม่อัดลม น้ำหวานเข้มข้นผสมน้ำ ลูกอมชนิดต่างๆ มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก ไม่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์อื่นๆ เลย ซึ่งไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นรวดเร็ว ยกเว้นเมื่อผู้ป่วยมีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ เริ่มรู้สึกหิวจัด เวียนหัว ตาลาย ควรดื่มน้ำหวานประมาณ ½-1 แก้ว  ส่วนขนมหวานจัดอื่นๆ เช่น ทองหยิบ ทองหยอด สังขยา ขนมหม้อแกง ขนมเชื่อม ขนมกวน เหล่านี้ควรงดเช่นเดียวกัน

จากคำแนะนำของกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำให้รับประทานในสัดส่วน ผัก/ผลไม้ : ข้าวแป้ง : โปรตีน/เนื้อสัตว์ ประมาณ 2:1:1 (จากเดิมที่เคยรู้ว่ากันว่าต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ไม่ได้บอกว่าแต่ละหมู่มากน้อยเพียงใด)

ส่วนไขมันเล็กน้อย ซึ่งแฝงอยู่ใน เนื้อสัตว์ หรือข้าวกล้อง และพยายามให้มีอาหารประเภททอด/ผัด ในแต่ละมือไม่เกิน 1 อย่าง

จากที่กล่าวมาทั้งหมดการควบคุมระดับน้ำตาลจะไม่สำเร็จด้วยยาเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญที่สุดคือวินัยในการปฏิบัติตน โดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหาร เพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนต่างๆ ที่จะตามมาของโรคเบาหวาน เช่น ความดันโลหิตสูง ไตวาย จอประสาทตาเสื่อม เส้นเลือดฝอยอุดตัน (ซึ่งนำไปสู่แผลที่หายช้า) เป็นต้น

จะอยู่เพื่อกิน หรือ จะกินเพื่ออยู่

                ผู้ป่วยโรคเบาหวานในปัจจุบัน มีอิสระในการเลือกอาหารมากขึ้น และอาหารที่แนะนำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานก็มิได้แตกต่างจากอาหารคนปกติ แต่จะเป็นลักษณะของอาหารที่มีน้ำตาลน้อย ไขมันต่ำ รสไม่จัด ซึ่งเป็นอาหารที่เหมาะสมสำหรับทุกคน มิใช่เฉพาะผู้ป่วยเบาหวานเท่านั้น ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการเลือกชนิดอาหาร ปริมาณที่รับประทาน การแลกเปลี่ยนและการทดแทนอาหาร เพื่อจะสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่จะตามมา ส่งผลให้ชีวิตยืนยาวขึ้นได้….

 

ข้อมูลวิชาการ : สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย

ข้อแนะนำ : นายแพทย์ ปิยะ  ลินลาวรรณ  หัวหน้ากลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลพระจอมเกล้าจังหวัดเพชรบุรี

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s