“ทูน หิรัญทรัพย์” ทุ่มเททำสิ่งดีเพื่อสังคม ตอบแทนคุณแผ่นดิน

 “ทูน หิรัญทรัพย์” ทุ่มเททำสิ่งดีเพื่อสังคม ตอบแทนคุณแผ่นดิน

 

“ในฐานะที่เป็นคนไทย ต้องรับผิดชอบต่อผืนแผ่นดินไทย”

 

                ชีวิตการทำงานในวงการบันเทิงกว่า 30 ปี ผลงานการแสดงมากกว่า 280 เรื่อง อีกทั้งการทำงานในบทบาทผู้กำกับผู้ผลิตภาพยนตร์ ของ “ทูน  หิรัญทรัพย์” ที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจ และต่อสู้กับงานในวงการได้เป็นอย่างดี

ทูน หิรัญทรัพย์ มีชื่อจริงว่า โรเบิร์ต โจเซฟ เชสเปเดส เป็นลูกครึ่งไทย-ฟิลิปปินส์ ชื่อเล่น “บ๊อบ” เกิดเมื่อ 24 ตุลาคม 2497 เป็นพระเอกลูกครึ่งคนแรกของเมืองไทย จบปริญญาตรีด้านกราฟิกดีไซน์จากออสเตรเลีย เริ่มเข้าสู่วงการเมื่อปี 2523 ด้วยการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกในบทสมทบเรื่อง “อารมณ์” และเริ่มมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ “แก้วตาพี่” ซึ่งเล่นเป็นชายตาบอด คู่กับ เนาวรัตน์ ยุกตะนันทน์ และมีผลงานมากขึ้นได้แสดงคู่กับจารุณี สุขสวัสดิ์ เป็นจำนวนมาก จนนับเป็นดาราคู่ขวัญ นอกจากนั้นในปี 2527 ทูนยังมีผลงานร้องเพลงเป็นครั้งแรก อัลบั้ม “ผู้ชายเฉิ่มเฉิ่ม” และอัลบั้มที่สองปี 2535 “ทูน 100%”

อดีตพระเอกของวันวาน จวบจนวันนี้ “ทูน” ในวัย 57 ปี ก็ยังคงมีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความเป็นกันเองอย่างเต็มเปี่ยม และสิ่งที่เพิ่มเข้ามาในการใช้ชีวิตปัจจุบันคือความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์สังคม การทำงานเพื่อ ความรับผิดชอบของการเป็นคนไทยที่ต้องทำสิ่งดีตอบแทนคุณแผ่นดิน รวมถึงการสร้างสรรสังคมคุณภาพแก่เยาวชนและผู้ด้อยโอกาส

นิตยสารเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน “THAILANDPLUS” ฉบับนี้จะพาทุกท่านอัพเดทเรื่องราวการทำงานเพื่อสังคมของ “ทูน หิรัญทรัพย์” จากบทบาทนักแสดง ผู้กำกับในวงการบันเทิง สู่บทบาทผู้ให้ความดีสู่สังคม ซึ่งเป็นหน้าที่ที่มาจากแรงบันดาลใจจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

 

การทำงานปัจจุบัน

                จะเล่าถึงการทำงานร่วมกับกองทัพ ในเรื่องของการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งได้มีการรวบรวมศิลปิน ดารา นักร้อง ทุกรุ่น มาร่วมกันทำ กว่า 400 ชีวิต ให้เข้ามาร่วมกันทำงาน เอกสาร ถ่ายวิดีโอ จัดทำวิดัทัศน์ เพื่อนำไปให้ความรู้แก่ประชาชนใน โครงการชมรมคนบันเทิงเพื่อความมั่นคงและโครงการสื่อเพื่อเยาวชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ (กอ.รมน) ซึ่งทางฝ่ายทหารเขาเห็นว่าตัวเรามีคุณค่า และสามารถแบ่งเบาภาระได้ เขาก็เรียกใช้ แต่เราไม่ได้ไปคนเดียว เราดึงเพื่อนพ้องในวงการไปด้วย ไปช่วยกัน เพราะไม่อยากเด่นอยากดัง อยากทำงานอยู่เบื้องหลังมากกว่า

                ต่อมาทางผู้ใหญ่ก็สนับสนุนการทำเรื่องของ “วิทยุชุมชนเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ” โดยการอบรมให้ความรู้แก่วิทยุชุมชนทั่วประเทศ ในเรื่องการจัดรายการ เนื้อหาเพื่อสังคมส่วนรวม ซึ่งเป็นงานที่ท้าทาย นอกจากนั้นทาง “มูลนิธิปลูกป่ารอยต่อ 5 จังหวัด” ก็ได้เชิญให้เข้าไปช่วยในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ การจัดทำนิตยสาร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราเห็นว่าช่วยเหลือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ก็เลยไปมันทั้งหมดเลย (ยิ้ม)

 

“ผมตั้งใจตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะไม่ลงเล่นการเมือง”

 

ทำงานกับมวลชนขนาดนั้น มีคนชวนเล่นการเมืองหรือเปล่า

                ผมตั้งใจตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะไม่ลงเล่นการเมือง เพราะหากต้องการเล่นการเมือง ก็คงลงในช่วงที่มีชื่อเสียงทางการแสดงไปแล้ว และเคยไปออกรายการของคุณแอ๊ด-ไชยวัฒน์ อนุตระกูลชัย ทางช่อง 5 เพื่อประกาศให้ทุกคนรู้ว่าไม่เคยคิดลงเล่นการเมือง เพราะไม่ถนัด ในส่วนตัวมองว่าหน้าที่ของศิลปินหรือนักแสดงก็ให้ทำการแสดงไป เมื่อมันไม่ใช่ทางก็ไม่เล่น (หัวเราะ)

 

เรื่องราวการทำงานเพื่อสังคมที่เด่นๆ

เมื่อมีแรงบันดาลใจจากการได้เห็นพระกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบามราชินีนาถ ในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ อย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ตนจึงเห็นว่าน่าจะมีการทำงานในลักษณะที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่อตอบแทนสังคมและแบ่งเบาภาระทางสังคมแด่พระองค์ท่าน จึงก่อตั้ง “ชมรมหิรัญทรัพย์เพื่อสังคม” ภายใต้การดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  เริ่มด้วยการจัดอบรมแก่เด็กด้อยโอกาส เด็กกำพร้า เด็กมีปัญหาในสังคม  เพื่อให้เขาเหล่านั้นเดินออกไปสู่โลกกว้างได้

 

“ความคิดที่ดีก็เปรียบเสมือนกระดุมเม็ดแรกที่เราติด ถ้าติดถูกมันก็ถูกทั้งแถว แต่ถ้าติดผิด ก็คงจะผิดทั้งแถว

 

แนวทางการจัดอบรมเยาวชนของชมรมฯ สิ่งแรกคือการสร้างกระบวนการความคิด ให้เขาคิดเป็น สามารถเปลี่ยนทัศนคติ ให้เกิดแนวคิดใหม่ ความประพฤติใหม่ สามารถวางแผนเป็น มีเป้าหมายของชีวิต โดยยึดพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า “ความคิดที่ดีก็เปรียบเสมือนกระดุมเม็ดแรกที่เราติด ถ้าติดถูกมันก็ถูกทั้งแถว แต่ถ้าติดผิด ก็คงจะผิดทั้งแถว” ซึ่งการอบรมเยาวชนหากเราคิดผิดหรือคิดลบตั้งแต่ต้น ผลลัพท์ก็จะเป็นแบบนั้น จึงเป็นที่มาในการเขียนหลักสูตรอบรมเยาวชน ด้วยการตั้งต้นด้วยการคิดบวกและผลสุดท้ายก็จะได้ผลเป็นบวก

หลังจากที่สร้างกระบวนการคิดแล้ว ก็จะมีการพาไปทัศนศึกษา และสุดท้ายจบลงที่การฝึกงาน ฝึกอาชีพ เพื่อให้เยาวชนเหล่านั้นออกไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข ไม่ก่อปัญหาหรือวนเวียนเป็นโลกของคนด้อยโอกาสอีก นอกจากนั้นแล้วเยาวชนที่เข้ามาอบรม ยังจะได้ฝึกความรู้เกี่ยวกับภาพยนตร์ กระบวนการผลิตหนัง การเล่นละคร การจัดทำสิ่งพิมพ์ และวิทยุ ด้วย

เรามีความมุ่งมั่นช่วยจริง ทำจริง เพื่อแทนคุณแผ่นดิน โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ โดยใช้กลยุทธ์กระบวนการทางความคิดและเสริมสร้างประสบการณ์อาชีพ

 

“ข้าวดีด ปัญหาของชาวนาที่รอคอยวิธีการแก้ไขอย่างถูกต้อง”

 

ภารกิจของชมรมหิรัญทรัพย์เพื่อสังคม ด้านอื่น

                นอกจากภารกิจเกี่ยวกับเด็กด้อยโอกาสและการพัฒนาเยาวชนแล้ว ทางชมรมหิรัญทรัพย์เพื่อสังคมยังมีการจัดอบรมให้แก่ชาวนา เพื่อให้ความรู้ด้านต่างๆ ในการทำนาอย่างถูกวิธี การทำนาชีวภาพ รวมถึงการแก้ปัญหาเมล็ดพันธุ์ข้าว การจัดการปัญหาต่างๆ ที่ชาวนาประสบอยู่ ซึ่งเราก็อบรมให้ฟรี แล้วแต่ว่าพื้นที่ต่างๆ ขอให้ทางชมรมฯ ไปช่วย ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ไปให้ความรู้เกี่ยวกับ “ข้าวดีด” คือ ข้าวที่ไม่พึงประสงค์ที่เกิดปนกับข้าวที่ตั้งใจปลูก ซึ่งเป็นปัญหาของชาวนาที่ยังไม่มีความรู้ถึงต้นเหตุของปัญหาและวิธีการแก้ไขอย่างถูกต้อง ที่ผ่านมาเราไปให้ความรู้แก่ชาวนาในจังหวัดปทุมธานี อุทัยธานี พิษณุโลก นครสวรรค์ ซึ่งแนวทางการทำงานของเราก็ยึดถือพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับข้าวและชาวนาของในหลวงมายึดถือด้วย

                ในการทำงานเรามีแนวทางหลักๆ คือการให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนให้อาชีพเกษตรกรดำรงอยู่อย่างยั่งยืน

 

“ให้ความรู้เรื่องตาเพราะผมเป็นผู้ที่ประสบปัญหาเรื่องตาเนื่องจากความไม่รู้”

 

                สิ่งที่ทางชมรมฯ ให้ความสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือการให้ความรู้เรื่องตา เพราะผมเป็นผู้ที่ประสบปัญหาเรื่องตาเนื่องจากความไม่รู้ จนต้องสูญเสียตาข้างขวาไปแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยการให้ความรู้และช่วยเหลือเด็ก ผู้ด้อยโอกาส หรือประชาชนที่มีปัญหาเกี่ยวกับสายตาข้างเดียว …ย้ำ…ว่าต้องเป็นปัญหาข้างเดียว เพราะผมก็บอดข้างเดียว (หัวเราะ) ไม่ใช่ว่าเราเลือกที่จะช่วย แต่คนที่ตาบอดทั้งสองข้างทางการก็ดูแลอยู่แล้ว เราจึงคัดกรองเอาเฉพาะคนที่มีปัญหาข้างเดียวมาดูแล

                นอกจากการให้ความรู้และช่วยเหลือแล้ว ทางชมรมฯ ยังมอบอาชีพที่เหมาะสมต่อการดำรงชีพของผู้พิการทางสายตาด้วย

 

แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เยาวชน

                ผมมักจะสอนเด็กๆ ทุกคนที่เข้ามาอบรมให้เกิดการคิดเป็น เพิ่มศักยภาพทางความคิด ก่อเกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ เช่นสอนให้คิดว่า “วันนี้คิดอะไรบ้าง คิดก่อนพูด หรือคิดก่อนทำหรือเปล่า” ซึ่งถ้าทำได้ก็เป็นหลักเบื้องต้นของการวางแผนแล้ว

                หากเด็กยังคิดไม่เป็น ยังคงทำอย่างซ้ำๆ เดิมๆ โดยไม่มีการวางแผนหรือไม่มีการคิดไว้ก่อน ก็เหมือนการเดินถอยหลัง ซึ่งหากเป็นสัตว์ที่มีหางยาว การเดินถอยหลังก็จะเหยีบบหางตัวเองอยู่เรื่อยไป  เราก็จะสอนให้เด็กคิดว่าให้คิดๆๆๆ แล้ววางแผนเพื่อเดินไปข้างหน้าอย่างสง่างาม

“พ่อแม่จะลบในสิ่งที่เขียนผิด สอนในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งมันคือหน้าที่ของพ่อแม่ที่เต็มใจที่จะทำ เหมือนยางลบเต็มใจที่จะลบ”

 

การส่งผ่านความรู้และทักษะชีวิตให้ผู้อื่น

                ผมมองว่าสถาบันครอบครัวยังเป็นสถาบันที่สำคัญของสังคมไทย ถึงแม้ทางชมรมฯ จะทำงานเพื่อคนด้อยโอกาส แต่เราก็ไม่ละเลยในเรื่องของการสอนของพ่อแม่ ซึ่งผมเปรียบพ่อแม่เป็น “ยางลบ” ไม่ว่าลูกจะทำผิดกี่ครั้ง พ่อกับแม่ก็จะช่วยลบ ช่วยประคับประคอง ซึ่งในระหว่างลบก็จะสอนในสิ่งดีๆ พร้อมบอกสิ่งที่กำลังลบนั้นว่าไม่ดี และไม่ให้ทำอีก หรือพูดง่ายๆ พ่อแม่จะลบในสิ่งที่เขียนผิด สอนในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งมันคือหน้าที่ของพ่อแม่ที่เต็มใจที่จะทำ เหมือนยางลบเต็มใจที่จะลบ  แล้วเด็กๆ เหล่านั้นก็จะเติบโตกลายเป็นยางลบในภายภาคหน้าต่อไป

                การให้ความรู้แก่ผู้อื่นนั้น ผมคิดเสมอว่า “ความสุขของคนให้ คือการได้บอก บอกสิ่งที่พลาดให้คนอื่นรับรู้” ซึ่งความรู้ต่างๆ ไม่เป็นอุปสรรคเลย  สภาพร่างกายหรือกายภาพของคนไม่ใช่อุปสรรคของการถ่ายทอดความรู้ หรือความสามารถ สิ่งที่เป็นอุปสรรคคือ “ความคิด” ของเราเองที่จะยอมให้เป็นขวากหนามในการส่งผ่านความรู้สู่คนอื่น อีกอย่างอย่าไปอวดเก่งให้คนอื่นเห็น ถ้ามีความรู้ก็แบ่งปันกันไป รู้อะไรก็บอกกัน สังคมก็จะเป็นสังคมแห่งความรู้

 

“กระบวนการคิดง่ายๆ เหล่านี้ไม่มีใครสอนเด็ก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ สื่อมวลชน ครู อาจารย์”

 

วิธีสร้างกระบวนการความคิดในชีวิตประจำวัน

                ง่ายๆ ในการไปเดินตลาดหรือเดินห้างสรรพสินค้า เมื่อเห็นสิ่งของบางอย่างแล้วมีความสนใจ ก่อนจะตัดสินใจซื้อ ต้องคิดเสมอว่าสิ่งของนั้นเป็น “ความต้องการ” หรือเป็น “สิ่งจำเป็น” หากตอบข้อนี้ได้การตัดสินใจซื้อก็ชอบด้วยเหตุผล  บางคนซื้อตามความต้องการตนเอง พอมาถึงบ้านก็ไม่มีที่จะเก็บ หรือหนักกว่านั้นซื้อมาสะสมจนบางอย่างไม่ได้นำออกมาใช้เลยก็มี

                กระบวนการคิดง่ายๆ เหล่านี้ไม่มีใครสอนเด็ก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ สื่อมวลชน ครู อาจารย์ ก็ไม่ได้สอนกระบวนการคิดให้เด็ก หรือแม้แต่ตัวอย่างของการคิดก็ไม่มี  ปัญหาของเด็กเยาวชนของเราในทุกวันนี้คือ “เด็กคิดไม่เป็น” เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยกันสร้าง ช่วยการสอน ให้เด็กเยาวชนของเราคิดเป็น มีกระบวนการคิดที่ถูกต้อง ไม่ใช่เพื่อใคร ก็เพื่อตัวของเด็กๆ เหล่านั้นเองที่จะเป็นอนาคตของประเทศชาติ

 

ฝากข้อคิดให้กับผู้อ่าน THAILAND PLUS

                ในชีวิตประจำวันผมมักจะสอนลูกๆ ของผมให้คิดถึงเรื่อง “ความพอเพียง” ถ้ามนุษย์เรารู้จักพอเพียง มีความพอดีๆ ไม่มากไป ไม่น้อยไป ด้วยการคิดว่าจะลดสิ่งที่ไม่จำเป็น และมองสิ่งที่จำเป็นว่าอยู่ตรงไหน ก็จะนำไปสู่การวิเคราะห์ชีวิต เกิดเป็นวิถีทาง สะท้อนออกมาในรูปความจริง เพราะถ้ามีมากกว่าสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ เมื่อนั้นเท่ากับว่าเราเอาอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ซึ่งไม่ดีแน่ๆ

สร้างกระบวนการคิด และคิดวางแผน “ไม่ใช่ออกแบบในสิ่งที่ต้องการ แต่ต้องออกแบบในสิ่งที่ต้องมี” คนเราทุกคน บ้างก็ไม่ใช่คนดีเลิศเลอ ไม่ใช่คนเลวมากมาย อาจโง่บ้าง บางครั้งก็ต้องฉลาด แต่ยืนให้ได้ที่ตรงกลาง คือ “ความพอเพียง” …. ทูน  หิรัญทรัพย์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s