ถ้าเราอยากจะช่วยใครสักคน…อย่าลังเล

 “ถ้าเราอยากจะช่วยใครสักคน…อย่าลังเล” 

โต โต้หรือ ภาคภูมิ ประทุมเจริญ คนเดินเรื่องคนหนึ่งในรายการ คน ค้น ฅน แห่งบริษัททีวีบูรพา หนึ่งในผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ของช่องโมเดิร์นไนท์ทีวี จบการศึกษาจาก คณะสังคมศาสตร์ สาขาปรัชญามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี) สถานที่ทำให้เขาค้นงพบว่า “ทุกพื้นที่บนโลกนี้สามารถเป็นเวทีของคุณได้” ชายหนุ่มวัยเพียง ๒๘ ปี แต่เปี่ยมด้วยพลัง ความสร้างสรรค์ และหัวใจที่มุ่งมั่นในการทำงานเพื่อผู้คนและสังคม พร้อมอุทิศตนให้กับ “ชายแดนใต้” ที่ที่เขาเรียกว่า “บ้าน” เขาก้าวเข้ามาอยู่ในบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียง หาใช่ด้วยวุฒิการศึกษาหรือใบปริญญาไม่ แต่เดินเข้าได้มาเพราะ “หัวใจ” แม้จะเคยถูกปฏิเสธจากที่นี่มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้ก้มหัวยอมรับชะตากรรม หากยังเดินหน้าค้นหาตัวเอง และปฏิญาณในใจอย่างมุ่งมั่นว่า “สักวันผมจะกลับมา” กาลเวลาชักพาอีกครั้ง ฝันที่รอวันแห่งความสำเร็จก็มาถึงเพียงเพราะ “ความมุ่งมั่น ความจริงใจ และการลงมือทำ” ในที่สุดเขาก็ไปถึงฝั่งฝัน และกำลังเดินหน้าสร้างฝันให้กับผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก

คนรุ่นใหม่ร่วมสมัยผนวกกับความใสๆ ของชายหนุ่มคนนี้ ทำให้เราสัมผัสถึง มิตรภาพ ความตั้งใจ และความจริงใจในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ บทสัมภาษณ์ที่พร้อมจะถ่ายทอดออกมาให้ติดตามต่อไปนี้ เราตกลงกันว่าจะสร้างบรรยากาศการสนทนาครั้งนี้ให้เหมือนนั่งอยู่ ใต้ต้นหูกวาง ณ มอ.ปัตตานีโดยนำทุกท่านสู่เรื่องราวทั้งอดีตและปัจจุบัน ที่รุ่นน้องคนหนึ่งจะถ่ายทอดฝันและความตั้งใจให้กับรุ่นพี่คนหนึ่งฟัง ทั้งยังเชิญชวนทุกท่านที่สนใจติดตามไปพร้อมๆ กันกับชายหนุ่มที่เราเรียกเขาว่า “นักสร้างฝัน” อย่างไม่รู้เบื่อกันเลยทีเดียว

THP :    ปีใหม่นี้เราอยากสนทนากับคนรุ่นใหม่ที่ค้นพบตัวเองแล้วระดับหนึ่ง และเริ่มสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนบ้างแล้ว โตโต้ได้ “ลูกบ้า” หรือเรียกว่าแรงบันดาลใจมาจากไหนในการทำสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมา?

ภาคภูมิ ประทุมเจริญ (โต โต้) :             ผมเกิดในครอบครัวฐานะไม่ร่ำรวย พ่อและแม่เป็นพนักงานระดับธรรมดาอยู่สนามม้านางเลิ้ง (ราชตฤณมัยสมาคมฯ) ท่านส่งเสียให้เรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ด้วยการใส่เงินก้อนสุดท้ายในชีวิตกว่า ๓๐,๐๐๐ บาทเพื่อจะให้ผมเรียนที่นี่ และผมก็ได้เรียนสมใจท่าน หลังจากเข้าเรียนไม่นานผมอยากลาออกมากเพราะเข้ากับสังคมและคนอื่นไม่ได้เลย คิดว่าทำไมคนเรามันต่างกันขนาดนี้ สิ่งที่เหมือนกันมีเพียงเสื้อกับกางเกงโรงเรียนเท่านั้นจริงๆ ผมร้องไห้กับแม่เพราะไม่อยากอยู่แล้ว แต่ท่านบอกกลับมาว่า นี่คือเงินก้อนสุดท้ายที่ครอบครัวมี แม่อยากให้ลูกเรียนที่นี่ แม่ไม่รู้ว่าโรงเรียนนี้ดีอย่างไร แต่ก็อยากให้ลูกเรียน

THP : แล้วตอนนั้นปรับตัวอย่างไรเพื่อให้อยู่กับสังคมแบบนั้นได้?

โต โต้ : พอผมคิดได้ตั้งใจว่า แม้เราไม่มีอะไรเหมือนเพื่อนก็ไม่เป็นไร จึงเริ่มมองหาที่ยืนของตัวเองในสังคม ผมเลือกที่จะเป็นนักกีฬา เพราะพลังของผมเยอะ เลือกที่จะช่วยเหลืองานทุกอย่าง พยายามหาสิ่งทดแทน ไม่มีเงินแต่เรามีแรง คอยช่วยเหลือเพื่อน ครู หรือโรงเรียน ตลอดเวลา มีอะไรก็จะยกมือขึ้นอาสา เวลาผ่านไปสองปีแรก เพื่อนยอมรับเรา ไม่ใช่เพราะเรามีเงิน แต่เป็นเพราะเรามีหัวใจ

THP : ทำไมคิดว่าเราได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ ค่ะ?

โต โต้ : ผมได้รับเลือกให้เป็นประธานรุ่นตอน ม.๓ และในที่สุดกลายเป็นประธานนักเรียนตอน ม.๖ งงมากที่ได้รับการยอมรับ ก่อนหน้านี้ผมอายที่บ้านเราจน แต่ในที่สุดก็ยอมให้เพื่อนมาบ้าน เราคบกันด้วยใจจริงๆ เพื่อนเคยบอกผมว่า กูไม่ได้เอาเงินมึงไปเที่ยว แต่มารับมิตรภาพมึงไปเที่ยว ผมมองว่าตัวตนของผม คือ ความช่วยเหลือ ความมีน้ำใจ สปิริต หรือถึงไหนถึงกัน นั่นคือวิถีที่โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี และบอกตรงนี้ได้เลยว่า พ่อและแม่ คือ แรงขับเคลื่อนในการทำสิ่งต่างๆ ของผม

THP : หลังจากเรียนจบแล้ว ทำไมถึงมาอยู่ที่ มอ.ปัตตานี?

โต โต้ : ผมเอ็นทรานซ์เข้ามา เดิมอยู่คณะศิลปศึกษา แต่หลังจากเรียนไปหนึ่งปีก็ขอย้ายมาอยู่คณะสังคมศาสตร์ สาขาปรัชญา เพราะเรียนไม่ไหว เราไม่ถนัดเรื่องการวาดภาพ เรื่องความละเอียดอ่อนสักเท่าไร ที่เลือกเรียนที่นี่ด้วยเหตุผล คือ อยากเที่ยว อยากหาประสบการณ์ชีวิต และอยากเรียนรู้ชีวิต ผมอยู่กรุงเทพฯ ไม่เคยได้ไปไหนเลย พอจบความคิดผมง่ายมากเลย อยากอยู่มหาวิทยาลัยที่อยู่ไกลที่สุดในประเทศ และคะแนนต่ำสุด จะได้ติด เป็นคนคิดไม่ซ้ำซ้อน อยากจะไปก็ไปเลย ค่อยไปปรับตัวเอาเองที่นั่น ในที่สุดติดที่นี่จริงๆ แต่เรียนไม่ไหวจึงอยากโอนหน่วยกิตไปเรียนด้านเทคโนโลยีการศึกษา แต่มีคนบอกว่าคนอย่างคุณอยู่นิเทศศาสตร์ไม่ได้หรอก ผมเลยย้ายมาอยู่ปรัชญา เริ่มเรียนวิชาจริยศาสตร์ คว้าเกรด A เลยคิดว่าใช่แล้ว นึกไปนึกมาคิดได้ว่าเราไม่ได้ทิ้งศิลปะ เพราะปรัชญาคือศิลปะ ศิลปะก็คือปรัชญา

THP : ชีวิตในมหาวิทยาลัยมีจุดเปลี่ยนอะไรในชีวิตอีกไหม?

โต โต้ : ชีวิตมหาวิทยาลัยทำให้ผมได้สร้างเวทีเป็นของตัวเอง ปีแรกๆ นั่งฟังรุ่นพี่เล่าเรื่องค่ายอาสาฯ โบกรถเที่ยวไปในที่ต่างๆ พอกลายมาเป็นรุ่นพี่ไม่มีใครมาเล่าอะไรให้ฟังแล้ว ตอนแรกนั่งน้อยเนื้อต่ำใจ แต่พอคิดได้ว่ารุ่นน้องที่เขามาคงอยากเห็นในสิ่งที่ผมอยากเห็นเหมือนกัน ไม่มีใครสร้างเวที ไม่มีใครทำ เราก็สร้างขึ้นเองสิ ผมคิดแบบนั้น นั่นทำให้ตัดสินใจทำอะไรที่เคยฝันอยากเห็น เช่น อยากโบกรถ อยากเล่นกีต้าร์ อยากใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย อยากออกค่าย ผมเริ่มทำความจริงใจ มิตรภาพ รอยยิ้ม เปิดอก ไม่ซับซ้อน เป็นนักเดินทาง ไม่ใช่โจร กลับมาผมเล่าให้ใครต่อใครฟัง เล่าด้วยเหตุผลที่ว่า เราอยากจะบอกเล่าถึงความสวยงามในสิ่งที่เห็น ต้นทุนคืออยากทำ ทำแล้วไม่เดือดร้อนใคร ตอนนั้นยังเรียนอยู่ปรัชญา และยิ่งแรงใหญ่เพราะได้เรียนถึงความเป็นตัวกูเป็นของกู แต่ยังยึดสิ่งที่อาจารย์บอกไว้เสมอว่า เรามีเสรีภาพ แต่เสรีภาพต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ถ้ามีคนถามว่าทำเพราะอะไร คุณต้องตอบได้ เช่น เราไปเปิดหมวกเพราะอะไร คนมาถามเราต้องตอบได้ว่าเพราะอะไร ทำเพราะแบบนี้ๆ  ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำแล้วไม่เดือดร้อนใคร ทำให้ถนนตรงนั้นมีสีสันด้วย

THP : เดินทางบ่อยๆ ดูแลตัวเองอย่างไร?

โต โต้ : ผมไม่ได้ขอเงินแม่สำหรับการใช้จ่ายในมหาวิทยาลัยแล้ว เริ่มทำงานเสิร์ฟอาหารแลกข้าว ทำจนได้รับมิตรภาพจากลุงชวนที่โรงอาหาร รู้สึกได้เลยว่าใจมันเชื่อมใจ ลุงชวนให้กินข้าวได้ทุกมื้อที่ต้องการ และถ้าผมสะดวกเมื่อไรค่อยมาช่วยท่าน ผมยังขายนมข้าวโพดตามตึกต่างๆ พอประทังตัวเองไปได้ ใน มอ.ปัตตานี ผมอยู่มามีบทบาทในทุกๆ ที่ หอ F ผมมีหน้าที่เป็นเด็กเก็บหนังสือ กองกิจฯ (กิจการนักศึกษา) ผมเป็นเด็กตีกลอง ประชาสัมพันธ์ผมเป็นช่างภาพ เป็นดีเจของสถานีวิทยุชุมชนด้วย แต่สิ่งที่ครอบอยู่ คือ ผมเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย

THP : คิดว่าช่วงเวลานั้นมีใครไหมที่ไม่รู้จัก โต โต้ คนนี้?

โต โต้ : ไม่อยากอวดอ้างนะ แต่น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักผม ทุกวันนี้เรื่องยังเป็นตำนานอยู่ก็ว่าได้ (หัวเราะ) แม้กระทั่งรุ่นพี่อย่างพี่เช็ค (สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ผู้ก่อตั้งบริษัททีวีบูรพา และรายการคน ค้น ฅน) มาบรรยายที่มหาวิทยาลัย เขาเคยบอกผมว่า น้องคนนี้จบแล้วไปหาพี่ เดี๋ยวพี่รับทำงาน หลังจากการบรรยายครั้งนั้น อีโก้ผมผงาดเลยทีเดียว รู้สึกตัวเองเก่งมาก ตอนปีสี่หยิ่งจองหองมาก จากเคยคนมานั่งฟังผมไม่ใช่แค่คนสองคน กลายเป็นยี่สิบคน รู้สึกว่ายิ่งใหญ่กว่าใคร ผมยาว สะพายย่าม กางเกงเลสีแดง ตัวตนผมชัดเจน มีเอกลักษณ์ ทั้งปัตตานีไม่สนใจใครแล้ว แต่หลังจบ ผมพบว่าตัวเองมันตัวนิดเดียว

THP : ชีวิตหลังจากเรียนจบนั้นเป็นอย่างไรค่ะ?

โต โต้ : สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราคิด เราทำ สี่ปีในมหาวิทยาลัยไวเหมือนโกหก เดิมจะต้องเรียนห้าปี แต่ผมจบภายในสี่ปี มันน่าเศร้ามาก คิดว่าผมตื่นแล้ว ทุกวันในมหาวิทยาลัยคือวันมหัศจรรย์ของผม มีเรื่องเล่าได้แทบทุกวัน ไม่เคยเบื่อเลยแม้สักวันเดียว ทุกวันผมจะทบทวนตัวเองเสมอ สี่ปีในมหาวิทยาลัย เหมือนผมหลับไปในวันที่เอ็นทรานซ์ติด และตื่นขึ้นเมื่อวันที่ต้องเดินออกมา ผมไม่พร้อมจริงๆ เพราะไม่มีต้นทุนอะไรในชีวิตเลย จบปรัชญา จบสายตรงยังทำงานยาก จบหมอ จบครู ยังหางานยากเลย ผมจบปรัชญาจะทำอะไรดี ผมถอยหลังขณะที่เพื่อนๆ เดินหน้าสมัครงาน หลังจากเรียนจบผมเลยไปบวชที่วัดเบญจมบพิตร และได้เป็นลูกศิษย์ท่าน ว.วชิรเมธี โดยไม่รู้ตัว วันสุดท้ายท่านเรียกมาถาม หูขวาได้ยินท่าน ว. บอกว่าจะเดินทางก็ไป ถ้าชอบ แต่หูซ้ายบอกว่า สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ รับคุณเข้าทำงานแล้ว แม่ยังไม่เชื่อเลยว่าพี่เช็คจะรับผม และเขาก็ไม่ได้รับผมจริงๆ ผมจบแล้วครับ มาขอทำงานครับ พี่เช็คบอกว่า แกไม่ได้อยากทำทีวีหรอก พี่ยังไม่พร้อม น้องพร้อมเหรอ เอ้า! เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ผมถามตัวเอง ผมแบกอีโก้ที่มีในสมัยมหาวิทยาลัยมา ไม่มีใครในมหาวิทยาลัยเคยปฏิเสธผมแม้แต่ครั้งเดียว นี่แทบเป็นคนแรกๆ ที่ปฏิเสธผม บอกกับตัวเองว่าสักวันผมจะกลับมา และนั่นเป็นแรงผลักที่ทำให้ผมออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง

THP : การเดินทางจะทำให้เราค้นพบตัวเองได้อย่างไรค่ะ

โต โต้ : ผมกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้ง เหมือนที่เคยนั่งทบทวนตัวเองทุกวัน คำว่า กิเลส เริ่มหายไป ผมปั่นจักรยานเป็นเวลาหนึ่งปี เริ่มถอยหลังมานั่งทบทวนตัวเอง วัยรุ่นอย่างเราต้องกลับมานั่งทบทวนตัวเองบ้าง หนึ่งปีนั้นทำให้คิดได้ว่า ผมไม่มีความพร้อมที่จะทำงานที่ทีวีบูรพาจริงๆ ถ้าเราไปทำตรงนั้น คงช่วยเขามากไม่ได้ เรามีแค่แรงอย่างเดียว นั่งคิดถึงใจเขาใจเรา ถ้าเขาเป็นพ่อค้า เราเป็นสินค้า เราเป็นอะไรล่ะที่เขาจะลงทุนซื้อเราไป มันเหมือนได้ส่องกระจกมองดูตัวเองอีกครั้ง

THP : หลังจากกลับจากการเดินทาง ได้ทำอะไรบ้าง?

โต โต้ : ผมกลับมาช่วยเหลือองค์กรอีกหลายองค์กร ทำงานอาสาสมัครหลายๆ ที่ ค่อนข้างเยอะ แต่ก็รู้สึกว่าในเมื่อเราอยากทำให้แม่ภูมิใจ ขอเวลาแม่มานาน สองปีผ่านไปแล้ว เรายังไม่มีงานให้แม่ภูมิใจเลย ผมเริ่มคิด และประจวบกับมีงานคืนสู่เหย้าของ มอ.ปัตตานี ผมอาสาถ่ายภาพให้ และได้ทำหนังสือของปัตตานีโดยรับหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ผมได้พบพี่เช็คและทีมงาน ไม่กล้าคิดทำกับทีวีบูรพาแล้วนะ แค่อยากเอาสิ่งที่ผมคิด สิ่งที่เห็น เอาต้นทุนที่ผมให้มันออกมาในรูปแบบของหนังสือ จนกระทั่งหนังสือเสร็จ พี่ๆ ที่รับผิดชอบหนังสือและเปิดโอกาสให้ผมไปช่วย คุยกับพี่เช็คว่า เล่มนี้น้องมันช่วย หลังจากนั้นพี่เช็คเลยรับผมเข้าทำงาน ผมดีใจว่า ใบสมัครผมไม่ได้ใส่ Portfolio แต่ Portfolio ของผมคือชีวิตจริง

THP : เหมือนฝันเลยไหมที่ได้เข้าทำงานที่ทีวีบูรพา?

โต โต้ : แทบไม่ได้คิดฝันว่าจะได้กลับมาอีก ณ ตอนนี้เดินเข้ามาในทีวีบูรพา แล้วเป็นงานที่ท้าทายมาก ผมเอาต้นทุนชีวิตทั้งหมดมาใช้ในการทำรายการ ไม่ว่าจะเป็น แผ่นดินเดียวกันบ้านฉันบ้านเธอ คน ค้น ฅน ตอนพิเศษ ๗ ประจัญบาน และรายการ คน ค้น ฅน ในรูปแบบปกติก็ตาม ผมไม่มีความรู้สายนิเทศศาสตร์ มีแต่ความตั้งใจ มุ่งมั่น คนอื่นทำห้าเราทำสิบ เขารู้สามเราต้องรู้หก ใช้เวลามากกว่าคนอื่นเขา คลุกวงใน กลางวันทำงาน กลางคืนเป็นช่างตัดต่อ ที่นี่เหมือนโรงเรียนของผมอีกที่หนึ่ง มันเป็นความฝันของผมอยู่แล้ว บอกกับตัวเองว่าฉันกำลังเรียนปริญญาโทสาขานิเทศศาสตร์ อาจารย์ของฉัน คนตรวจงานของฉัน ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นตาสีตาสา เป็นชาวบ้าน เอกสารวิทยานิพนธ์ไม่ใช่อยู่ในห้องสมุด แต่กำลังปรากฏอยู่หน้าจอโทรทัศน์ คิดได้แค่นั้นก็มันส์มากแล้ว ผมรู้สึกว่าเกิดพลัง มันคือสิ่งที่เราอยากทำแล้วเราได้ทำ พี่เชื่อมั้ยวันที่ผมปั่นจักรยาน ผมฟังเพลง คน ค้น ฅน ทุกวันเลย เราต้องกลับไปทำให้ได้ ด้วยเหตุผลที่เราอยากทำ เราต้องทำให้ได้ และเมื่อเราได้มาทำแล้ว อยากทำให้เต็มที่ ให้ถึงที่สุดเท่าที่ทำได้

THP : คิดว่าคนอายุ ๒๘ ปี สถานะของเขาควรอยู่ในจุดไหนของสังคม ควรมีตัวตนเป็นอย่างไร หรือมองคนรุ่นนี้แบบร่วมสมัยเป็นอย่างไรบ้าง?

โต โต้ : ผมคิดว่าวัยเป็นช่วงแสวงหา หาที่ยืนของตัวเอง ผมมองว่าโชคดีที่ได้ไปเรียนรู้ ได้ทบทวนฝันของผมมาตั้งแต่สมัยเรียนจบ ผมถอยหลังมาไกลและค่อยเดินหน้าอีกครั้ง คิดว่าหลายคนอยากจะถึงเส้นชัยไวๆ แต่บางคนก็ยังไม่ถึงสักที ผมมองว่าเมื่อฐานเราไม่แข็งแรง ทั้งความคิดเราไม่แข็งแรง เวลาเราร่วงแล้วเราจะร่วงไม่เป็นท่าเลย ผมเคยเห็นบางคนที่อยากก้าวกระโดด จะไปได้ไม่ไกล อยู่ไม่ได้นาน เรายืนอยู่บนปลายเท้าได้ไม่นานหรอก ถ้าเราจะสูงเราต้องสูงด้วยตัวของเราเอง

THP : สังคมเวลานี้ล่อแหลมมาก เกิดภาวะความแตกแยกสูง ภัยพิบัติทางธรรมชาติก็มี ปีหน้าถ้าคนต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์หลายอย่าง  เขาควรมีหลักคิดยังไงในการเดินไปบนโลกใบนี้?

โต โต้ : ผมคิดแบบนี้ การเดินทางทำให้คนเราเป็นพี่น้องกัน ตลอดการเดินทางผมไม่ได้ใช้เงินเลย ผมยังอยู่โลกใบนี้ได้ ปีหน้าเราต้องคิดว่าเราคนไทยเหมือนกัน เราถือบัตรประชาชนเหมือนกัน ทุกอย่างเหมือนกันหมด ความแตกต่างเป็นแค่องค์ประกอบภายนอก บ้านคุณ บ้านโน้น บ้านนี่ แต่ในใจเราเหมือนกันหมด ผมมีหลักคิดในการเดินทาง คือ มิตรภาพ ใจ ผมอยู่บนโลกนี้ด้วยคำว่า มิตรภาพและหัวใจ ขอให้เรามีความจริงใจ ผมไม่อายที่จะยกมือสวัสดีใคร ขออย่างเดียวปีหน้า ขอให้เราเปิดตัวเองออก เอามิตรภาพ ความจริงใจ เปิดเข้าหากันจริงๆ แน่นอนบนโลกนี้มีความซับซ้อน มีเงื่อน มีหลืบ มีมุม คุณก็คลายมุมออกมาสิ ถอดรหัสหัวใจออกมาดู เชื่อเหอะ คนไทยหัวใจสีเดียวกันแหละ

THP : คิดอย่างไรกับคำว่า คนคิดดี?

โต โต้ : เชื่อว่าวินาทีแรกที่เราเห็นหรือคิดอะไร เป็นวินาทีที่งดงามมาก นั่นมันสร้างสรรค์ เป็นความดี แต่…. ไอ้คำว่า แต่ ทำให้เราเข้าไปไม่ถึงสิ่งนั้น ทำอะไรต้องคิดให้ลึก แต่อย่าคิดมาก อย่าตั้งคำถามว่าทำแล้วได้อะไร ถ้าเราอยากจะช่วยใครสักคนอย่าลังเล ปัจจุบันที่คนสร้างแรงบันดาลใจของผม คือ อยู่ในทุกพื้นที่แล้วจริงๆ เพียงแต่พวกเขาไม่ได้ถูกพูดถึง พวกนี้แหละคือฮีโร่ของผม ทุกวันนี้ ทุกหย่อมหญ้ามีคนพร้อมที่จะเปลี่ยนโลกนี้ได้ทั้งนั้น ทุกคนมีคุณค่าเหมือนกันหมด มีสิ่งดีๆ คิดดีๆ อยู่ในใจ แต่หลายสิ่งหลายอย่างทำให้เราหลบซ่อนตัว ไม่กล้าแสดงออกมา กลัวสิ่งนั้น สิ่งนี้ เราลองคลี่ออกมาสิ คนไทยหัวใจงดงามมากๆ เป็นคนดี

THP : สำหรับคนรุ่นใหม่ หากคิดดีทำดีแล้ว แต่วันหนึ่งกลับเจอแรงปะทะ เจอความขัดแย้ง คิดว่าควรตั้งรับมันอย่างไร?

โต โต้ : ถ้าถามผมนะ ผมมองที่เป้าหมาย เราต้องเจอกับอุปสรรคแน่ๆ ผมคิดว่ากระบวนการเดินทางที่วิ่งจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ รถต้องสึกหรอแน่นอน รถไม่พัง ถนนก็ต้องยุบ มีองค์ประกอบหลายอย่างที่เชื่อมโยงกัน ต้องมีการกระทบกระทั่ง กระแทก ความคิดคนสิบคนมารวมกัน เราจะไม่มีวันไปถึงเป้าหมาย รถจะพังเพราะเป็นรถอะไรก็ไม่รู้ แต่ถ้าเจียรนัยความคิดมารวมกัน ต่างคนต่างคิดดี ถ้าทุกคนภาคภูมิใจในตำแหน่งของตัวเอง เสมือนน็อตตัวเดียวก็มีความหมายแล้วนะ อย่างผมทำรายการทีวีแม้ On Air ไม่กี่นาที แต่คนเบื้องหลังความสำเร็จเยอะมาก กว่าจะเกิดเทปหนึ่งเทปได้ แม้แต่คนขับรถไปส่งเทปก็สำคัญ คนตัดต่องาน ช่างภาพ ทุกคนสำคัญเหมือนกันหมด เราต้องถ้อยทีถ้อยอาศัย อย่าดูแค่งานที่ทำ คนดีกับดีมาเจอกันแล้วพัง เพราะเมื่อทำไปสักพักแล้วจะเอางานมาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาชีวิต มาเป็นตัวตั้ง ถ้าใช้ชีวิตเป็นตัวตั้ง เราจะเข้าใจ ผมเชื่อว่าเราไม่ได้เอางานเป็นตัวตั้ง เพราะถ้าเอางานเป็นตัวตั้งเราคงพังกันไปหมดแล้ว วัฒนธรรมไทยมีสิ่งที่ดีงามอยู่ เช่น ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การถ้อยทีถ้อยอาศัย มีน้ำจิตน้ำใจกัน นั่นเป็นน้ำหล่อเลี้ยงน้ำมันหล่อลื่นที่ดีมาก ที่ทำให้เราถึงเป้าหมาย ตรงนี้ผมเอาตัวผมจับนะ

THP : เชื่อไหมว่าพื้นที่สำหรับความดีมีพร้อมสำหรับทุกคน?

โต โต้ : อย่าไปรอให้ใครสร้างเวทีให้เรา เวทีมีเจ้าของแล้วทุกคน ผมเชื่อว่าทุกพื้นที่บนโลกใบนี้เป็นเวทีหมด กลางสี่แยก บนดอย หรือแม้กระทั่งศูนย์การค้า ที่คิดว่าไม่สามารถเป็นเวทีให้คุณได้ เวทีของคุณคือเจตนาของคุณ มันคือเวทีของคุณแล้ว แต่การลงมือทำสำคัญ นั่นคือคนได้ทำอะไรบนเวทีนั่นแล้ว อย่าไปฝันหวานว่า ใครจะมีเวทีอะไรมาให้คุณ ผมพูดได้เต็มปากว่าไม่มีทาง ไม่เกี่ยวกับอายุ ไม่เกี่ยวกับฐานะ ไม่เกี่ยวเลย อย่าไปรอว่าจะมีโครงการนี้เพื่อคุณ มันยาก ยากมาก ผมคิดเสมอว่าทุกวันคือเวที เพราะพื้นที่ที่เรายืนอยู่นั่นแหละคือเวที อย่าพยายามไปสรรหาพื้นที่บนเวที พี่เช็คเคยบอกว่า ถ้าคิดว่าชีวิตเป็นเหมือนมวย มึงก็ต่อยไป ซ้อมไปๆ ถ้าวันหนึ่งมึงต่อยไม่ได้ชีวิตมึงก็จบ ผมเลยทำให้ทุกวันเป็นวันที่ผมกำลังต่อยอยู่ แม้ไม่ได้อยู่บนเวทีก็ต่อยไปเรื่อยๆ ทำเหมือนว่าเรากำลังต่อยจริง และวันหนึ่งที่เราได้ขึ้นต่อยจริง เราจะรู้สึกว่า เราไม่ได้ต่อยอะไรเลย

……………………………………

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s