ป้องกันโรค ต้องบริหารจัดการ“เตรียมพร้อม คาดการณ์ และตอบโต้”

ป้องกันโรค ต้องบริหารจัดการ“เตรียมพร้อม คาดการณ์ และตอบโต้”

โรคที่เกิดกับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นจากเชื้อโรคโดยตรง หรือโรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ย่อมส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เริ่มจากปัญหาการเจ็บป่วยระดับบุคคล ระบาดลุกลามไปในวงกว้างของสังคม และนับวันปัญหาของโรคต่างๆ มีสภาพใหญ่และกว้างขึ้น ทำให้เกิดปัญหาการบริหารจัดการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการวางแผนเพื่อรับมือเพื่อป้องกันควบคุมโรคต่างๆ ไม่ให้เกิดขึ้นหรือหากเกิดก็ให้เกิดในวงจำกัดที่สามารถบริหารจัดการควบคุมได้

นพ.สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวถึงแนวทางการทำงานเรื่องการป้องกันโรคของกรมควบคุมโรคในระยะนี้ไว้ 4 ประการ ดังนี้

 

เพิ่มขีดความสามารถขยายการบริหารจัดการควบคุมโรคระดับจังหวัด ให้สนับสนุนอำเภอและตำบล

1.การเพิ่มขีดความสามารถในการควบคุมโรคในพื้นที่ต่างๆ โดยเพิ่มการทำงานระดับจังหวัดในการบริหารจัดการและสนับสนุนการป้องกันควบคุมโรคในระดับอำเภอ ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุขอำเภอและโรงพยาบาลชุมชน และกระจายสู่โรงพยาบาลสุขภาพตำบล ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งโรคที่มาจากเชื้อโรค และโรคที่มาจากสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความเข้มแข็ง  ซึ่งสถานการณ์ของโรคระบาดหรือภัยสุขภาพมีขนาดใหญ่ขึ้น เกินกว่าระดับอำเภอจะรับมือได้ เช่นกรณีภัยพิบัติ น้ำท่วม ที่จังหวัดต้องบริหารจัดการและสนับสนุน โดยต้องให้เกิดการเคลื่อนย้ายทรัพยากรภายในจังหวัดที่มีอยู่ในแต่ละอำเภอเข้ามาช่วยในพื้นที่ที่ประสบภัย

 

เตรียมพร้อม คาดการณ์ และตอบโต้ ทันทีที่เกิดปัจจัยก่อโรค

2.การเฝ้าระวังปัจจัยก่อโรคและภัยสุขภาพจากสภาพแวดล้อม ยกตัวอย่างกรณีน้ำท่วม หรือหมอกควันในภาคเหนือ ซึ่งไม่ใช่ว่ารอให้เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วค่อยขยับ แต่ต้องมีการวางแผนไว้ คือ เตรียมพร้อม คาดการณ์ หรือทำนายว่าจะเกิด เช่นหมอกควันภาคเหนือ ก็คาดว่าจะเกิด พอเกิดขึ้นก็ประเมินว่าจะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน ก็ได้ตอบโต้ทันทีด้วยการส่งหน้ากากและหน่วยเคลื่อนที่เร็วไปดูแลประชาชนที่เกิดปัญหาสุขภาพได้ทันที

นอกนั้นยังมีการพัฒนาองค์กร ในส่วนของการเฝ้าระวังและเคลื่อนที่เร็วเพื่อตอบโต้โรค คือทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (Surveillance and Rapid Response Team หรือ SRRT) ซึ่งมีตั้งแต่ระดับประเทศ เขต ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทั่วประเทศ และภายในปีนี้จะขยายครอบคลุมทุกตำบล ก็จะสามารถควบคุมผลกระทบในการณีเกิดโรคต่างๆ ได้

 

ให้สุขศึกษาประชาชนด้วยยุทธศาสตร์ “สื่อสารความเสี่ยง”

3.การ “สื่อสารความเสี่ยง” เป็นการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องสุขภาพแก่ประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะสุขภาพส่วนบุคคล พร้อมให้ปรับทัศนคติเพื่อนำไปสู่พฤติกรรมที่เหมาะสม ซึ่งคาดหวังว่าเมื่อคนมีความรู้และเห็นประโยชน์ในการดูแลตนเอง ก็สามารถที่จะไปดูแลสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดผลกระทบได้

 

เตรียมพร้อมระบบป้องกันควบคุมโรคทางชายแดนสู่ประชาคมอาเซียน 2558

4.การสร้างระบบการป้องกันควบคุมโรคเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี พ.ศ.2558 ซึ่งได้ให้ความสำคัญในพื้นที่พรมแดน ทั้งพม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ภายใต้บริบทความสัมพันธ์และความเข้าใจระหว่างประเทศ บนหลักการความเสมอภาคระหว่างกัน เช่น หากเกิดปัญหาเรื่องโรคระบาดในบริเวณชายแดน ก็จะมีการสอบสวนโรคร่วมกันระหว่างประเทศชายแดนด้วย

 

ส่วนภารกิจต่อเนื่องที่ได้ดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง คือ การจัดการปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อสุขภาพ การควบคุมการบริโภคยาสูบ แอลกอฮอล์ และการควบคุมโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการปรับวิถีชีวิตของประชาชน โดยต้องเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนร่วมกันด้วย

หากนโยบายชัดเจน การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมก็ตามมา ปลายทางคือประชาชนก็จะได้ประโยชน์ โดยเฉพาะประโยชน์ด้านสุขภาพที่ดี ไร้โรคภัยเบียดเบียน เห็นกรมควบคุมโรคมีแนวทางการทำงานที่ชัดเจนอย่างนี้แล้ว เชื่อแน่ว่าคนไทยจะต้องมีสุขภาพที่ดีขึ้นแน่นอน แต่ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับตัวของประชาชนด้วย ว่าจะดูแลตัวเองในระดับใด หากสามารถดูแลให้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ก็เท่ากับว่าได้มีส่วนร่วมในงานป้องกันโรคอย่างเต็มที่

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s