รู้จักเมืองหลวงของประเทศไทย แล้วออกไปทำหน้าที่ของคนไทย..เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

รู้จักกรุงเทพฯ ในความเป็นมา แล้วก้าวสู่การเติบโตและพัฒนา ด้วยการเลือกผู้บริหารมืออาชีพ ที่มาดูแลหน่วยงานภารกิจเมือง 16 สำนัก 50 สำนักงานเขต 436 โรงเรียน ภายใต้งบประมาณ 46,000 ล้านบาทต่อปี
44

กรุงเทพมหานคร หรือ บางกอก เมืองหลวงของประเทศไทย ที่มีความเป็นมายาวนาน ผ่านร้อนหนาวมาหลายชั่วอายุคน การก้าวผ่านยุคสมัยต่างๆ ที่มีความหลากหลายของเหตุการณ์ จวบจนปัจจุบันที่เป็นเมืองที่สร้างโอกาสให้แก่ผู้คน โดยเฉพาะด้านการดำรงชีวิตอยู่ เป็นแหล่งรวมของความเป็นประเทศไทย ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรมประเพณี และศูนย์กลางการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว ธุรกิจ การค้า การลงทุน
55
เมื่อเป็นศูนย์รวมของกลไกประเทศเกือบทั้งหมด จึงต้องมีการบริหารจัดการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านผู้บริหารที่มีฝีมือ ยิ่งถ้าได้ผู้ที่มีวิสัยทัศน์ของการพัฒนาควบคู่กับการดูแลแก้ไขปัญหาของประชาชน ก็จะยิ่งทำให้กรุงเทพมหานครเจริญก้าวหน้าเปลี่ยนผ่านไปสู่เมืองที่เพียบพร้อมทุกด้าน โดยเฉพาะการจัดการคุณภาพชีวิตประชาชนที่อาศัยอยู่มากมายและแออัดให้เกิดความปกติสุขและสมดุล ก็จะเป็นภาระหน้าที่จำเป็นและสำคัญ
เร็วๆนี้จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 3 มีนาคม 2556 ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้มีสิทธิชาวกรุงเทพมหานครทุกคนที่จะต้องออกไปแสดงพลังของตนเองตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อเลือกคนที่เห็นว่าสมควรจะเข้ามาบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ให้สมกับความเป็นเมืองหลวงดุจเทพสร้างแห่งนี้
66
รู้จักกรุงเทพฯ ก่อนร่วมสร้างกรุงเทพฯ ด้วยมือของคนกรุงเทพฯ
หลายคนยังไม่ทราบถึงความเป็นกรุงเทพมหานคร ลืมตาเกิดมาก็เห็นตึกรามบ้านช่องแออัด ใหญ่โต เบียดเสียดและสุดสายตาที่ดูเหมือนว่าไม่น่าเหมาะกับการใช้ชีวิตอยู่ แต่ทำไมถึงได้รับคำชมเชยจากชาวต่างชาติที่เข้ามาเยือนเป็นจำนวนมาก และเมื่อต้องออกไปเลือกตั้งตามที่ตราในกฎหมายไทยว่าเป็นหน้าที่ของพลเมืองดี เลยจำเป็นต้องรู้ว่าเมืองที่ตนอยู่นี้มีความเป็นมาอย่างไร

เริ่มร่างสร้างเมืองแห่งเทพ
เริ่มก่อตั้งภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงครองราชย์ปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ เมื่อวันเสาร์ที่ 6 เมษายนเดือนห้าแรม 9 ค่ำ ปีขาล พ.ศ. 2325 พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังทางคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันออกเนื่องจากเป็นชัยภูมิที่ดีกว่ากรุงธนบุรีเพราะมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแนวคูเมืองทางด้านตะวันตก และด้านใต้อาณาเขตของ กรุงเทพฯ ในขั้นแรกถือเอาแนวคูเมืองเดิมฝั่งตะวันออกของกรุงธนบุรี คือ แนวคลองหลอดตั้งแต่ปากคลองตลาดจนออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพระปิ่นเกล้า เป็นบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์
พื้นที่สร้างพระราชวังใหม่นี้มีประมาณ 1.8 ตารางกิโลเมตร เดิมเป็นที่อยู่อาศัยของพระยาราชเศรษฐีและชาวจีนซึ่งได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปอยู่บริเวณสำเพ็ง
SONY DSC
ในการก่อสร้างพระราชวังโปรดเกล้าฯ ให้พระยาธรรมาธิบดีกับพระยาวิจิตรนาวีเป็นแม่กองคุมการก่อสร้าง ทำพิธียกเสาหลักเมืองเมื่อวันอาทิตย์เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ย่ำรุ่งแล้ว 54 นาที (21 เมษายน 2325) พระราชวังแล้วเสร็จ เมื่อ พ.ศ. 2328 จึงได้จัดให้มีพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบแผนรวมทั้งงานฉลองพระนครโดยพระราชทานนามพระนครใหม่“กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยามหาดิลกภพ นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์” ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยน คำว่า “บวรรัตนโกสินทร์” เป็น “อมรรัตนโกสินทร์”
ดังนั้น “การสถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงของประเทศของกรุงเทพมหานคร จึงถือเอาวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2325 เป็นวันก่อตั้ง”
ต่อมา เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ในสมัยจอมพลถนอม กิตตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี คณะปฏิวัติได้มีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 ให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองนครหลวงกรุงเทพธนบุรีใหม่อีกครั้ง โดยให้รวมกิจการปกครองนครหลวงกรุงเทพธนบุรี องค์การบริหารนครหลวงกรุงเทพธนบุรี เทศบาลนครหลวงกรุงเทพธนบุรี ตลอดจนสุขาภิบาลต่างๆ ในเขตนครหลวงกรุงเทพธนบุรี เป็นหน่วยการปกครองเดียวกัน คือ “กรุงเทพมหานคร”
เมื่อเป็น “กรุงเทพมหานคร” แล้วจึงจัดระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครขึ้นใหม่ โดยรวมลักษณะการปกครองและการบริหารราชการส่วนภูมิภาคและราชการบริหารส่วนท้องถิ่นเข้าด้วยกัน แต่ยังคงให้กรุงเทพมหานครมีฐานะเป็นจังหวัด โดยให้มีผู้ว่าราชการและรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นข้าราชการการเมือง แต่งตั้งและถอดถอนโดยคณะรัฐมนตรี และให้มีสภากรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้ง เขตละหนึ่งคน และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้ง มีจำนวนเท่ากับจำนวนเขตในกรุงเทพมหานคร
ต่อมา เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 ซึ่งมีผลให้ กรุงเทพมหานครมีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นนครหลวง และให้แบ่งเขตพื้นที่ปกครองของกรุงเทพมหานครออกเป็นเขตและแขวงตามลำดับ มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 1 คน และรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อีก 4 คน ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง และให้มีสมาชิกสภากรุงเทพมหานครมาจากการเลือกตั้งของประชาชนในเขตปกครอง เขตละ 1 คน ถ้าเขตใดมีประชาชนเกิน 150,000 คน สามารถเลือกจำนวนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเพิ่ม ได้อีก 1 คน
ครั้นในวันที่ 20 สิงหาคม 2528 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 กำหนดการบริหารกรุงเทพมหานคร ให้เลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเพียงคนเดียว ส่วนรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อีก 4 คน ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นคนแต่งตั้ง นอกจากนี้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ยังได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องสภาเขต ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาเป็นตัวแทนสอดส่องดูแลการดำเนินงานของเขต เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างน้อย เขตละ 7 คน
ซึ่งนั่นก็เป็นที่มาของการบริหารจัดการท้องถิ่นลักษณะนี้ว่า การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ที่มีความแตกต่างจากการปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไป ทั้งโครงสร้างการบริหาร ที่มาของผู้บริหาร อำนาจหน้าที่ในทางการบริหารกิจการสาธารณะ รายได้ การบริหารงานบุคคล
SONY DSC
ประชากรของกรุงเทพมหานคร
จำนวนประชากร ข้อมูลเมื่อ พ.ศ. 2553 กรุงเทพมหานครมีประชากร 5,701,394 คน เป็นชาย 2,709,568 คน เป็นหญิง 2,991,826 คน สัดส่วนเพศชายต่อเพศหญิงเท่ากับ 91 กล่าวคือ ในจำนวนประชากรเพศหญิง 100 คน มีจำนวนประชากร เพศชาย 91 คน จำนวนบ้านทั้งหมด 2,400,540 หลังคาเรือน มีจำนวนคนโดยเฉลี่ย 2.52 คนต่อหลังคาเรือน เมื่อพิจารณาประชากรรายเขต พบว่าเขตที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด คือ เขตบางแค มี 193,190 คน ส่วนเขตที่มีประชากรน้อยที่สุด คือ เขตสัมพันธวงศ์ มีประชากรเท่ากับ 28,617 คน
SONY DSC
ความหนาแน่นประชากร
โดยเฉลี่ยประมาณ 3,634 คนต่อตารางกิโลเมตร ส่วนใหญ่ความหนาแน่นมากอยู่ในเขตเมืองชั้นใน ซึ่งเป็นเขตที่มีพื้นที่น้อย แต่มีจำนวนประชากรมากและยังเป็นย่านการค้าและธุรกิจ เขตที่มีความหนาแน่นประชากรน้อยจะอยู่ในเขตชานเมือง ได้แก่ เขตหนองจอก โดยเฉลี่ยประมาณ 640 คนต่อตารางกิโลเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านๆ มา พบว่า จำนวนประชากรในกรุงเทพมหานครหลายเขตมีการเพิ่มถึงจุดสูงสุดแล้วและมีแนวโน้มลดจำนวนลง ส่งผลให้ความหนาแน่นของประชากรในเขตต่างๆ เหล่านั้นลดลงไปด้วย โดยเฉพาะเขตเมืองชั้นใน

ต้องบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพจากผู้บริหารมืออาชีพ
กรุงเทพมหานครเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีบุคลากรเป็นข้าราชการ ลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราวกรุงเทพมหานคร กว่า 78,000 คน ข้าราชการครูสังกัดโรงเรียนกรุงเทพมหานคร กว่า 16,000 คน มีรายได้จากการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย อากรค่าสัตว์ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ค่าปรับ ค่าบริการ รายได้จากทรัพย์สิน การพาณิชย์ สาธารณูปโภคและรายได้เบ็ดเตล็ด ส่วนรายได้ที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์หรือล้อเลื่อน ภาษีสุรา บุหรี่ การพนัน ภาษีค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีรายได้จากเงินอุดหนุนรัฐบาล ได้แก่ เงินงบประมาณแบบสมดุล โดยกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายเท่ากับประมาณการรายรับ
ทั้งนี้ข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ กรุงเทพมหานครในฐานะราชการบริหารส่วนท้องถิ่น เป็นหน่วยราชการที่ได้รับการกระจายอำนาจมาจากรัฐบาล ทำหน้าที่บริหารและบริการประชาชนภายในเขตพื้นที่การปกครองของกรุงเทพมหานครภายใต้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด มีลักษณะการจัดการเมืองด้วยภารกิจแบบย่อส่วนประเทศไทยทั้งประเทศในพื้นที่ของกรุงเทพฯ เอง เช่นภารกิจของประเทศมีกระทรวงต่างๆ ในการกำกับดูแลประชาชน กรุงเทพฯ ก็มีสำนักต่างๆ ดูแลผู้คนในพื้นที่เช่นกัน แต่อาจมีการทำงานที่แตกต่างกันไปบ้างแต่ก็ยังคงภารกิจที่คล้ายกัน
กรุงเทพมหานคร มีโครงสร้างการบริหารงานคือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สภากรุงเทพมหานคร มีปลัดกรุงเทพมหานครเป็นข้าราชการประจำ มีหน่วยงานดูแลภารกิจเมือง 16 สำนัก 50 สำนักงานเขต 436 โรงเรียนในสังกัด งบประมาณในการดำเนินการ กว่า 46,000 ล้านบาทต่อปี
SONY DSC
ดังนั้นมืออาชีพเท่านั้นที่จะเข้ามาบริหารจัดการมหานครที่มีขนาดมหึมาแห่งนี้ให้เกิดประสิทธิภาพ …แล้วจะเป็นใครล่ะ

อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีหน้าที่กำหนดโยบายและบริหารราชการของกรุงเทพมหานครให้เป็นไปตามกฎหมาย บริหารจัดการภารกิจราชการของกรุงเทพมหานคร โดยสามารถแต่งตั้งและถอดถอน รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เลขานุการผู้ว่าฯ กทม. ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าฯ กทม. แต่งตั้งและถอดถอนผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานที่ปรึกษา หรือคณะที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. หรือเป็นคณะกรรมการเพื่อปฏิบัติราชการใดๆได้เอง
นอกจากนั้นยังต้องสนองนโยบายในภาพรวมของประเทศ ด้วยการบริหารราชการตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย
SONY DSC
ดังนั้นการบริหารงานกรุงเทพมหานคร ก็ไม่ได้เป็นการจัดการแบบแยกตัวเองออกมาโดยเด็ดขาด ต้องมีการประสานงานและเดินตามนโยบายภาพรวมของประเทศ ให้เกิดการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งการเข้ามาเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จำเป็นต้องมีความสามารถรอบด้านทั้งการบริหาร การประสานงาน

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทั้งที่ในจังหวัดอื่นๆ ของประเทศก็ไม่ได้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่อย่างใด ซึ่งคำถามนี้ก็ตอบได้ด้วยกฎหมายและลักษณะการบริหารจัดการกรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และเงื่อนไขความแตกต่างจากคำว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิเศษ ที่มีกฎหมายพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 ได้บัญญัติไว้ ก็เลยต้องมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
2
อีกทั้งการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญกำหนดและเป็นวิธีการที่จะทำให้เราได้ผู้ที่เหมาะสมตรงตามความต้องการเพื่อมาทำหน้าที่กำหนดนโยบาย และบริหารราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย พัฒนากรุงเทพมหานคร ให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ตลอดจนแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ที่จะเข้ามาบริหารจัดการงบประมาณอันมหาศาล
4
สถิติ 5 ปีย้อนหลัง
ก่อนที่จะเข้าคูหาไปกากบาทลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เรามาดูกันว่าสถิติย้อนหลัง 5 ปีล่าสุดที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในแต่ละครั้งได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นอย่างไร
2 มิถุนายน 2539 ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 3,625,638 คน ใช้สิทธิ 1,578,061 คน คิดเป็น 43.53% นายพิจิตต รัตตกุล ได้รับคะแนนสูงสุดคือ 768,994 คะแนน
23 กรกฎาคม 2543 ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 3,817,456 คน ใช้สิทธิ 2,247,308 คน คิดเป็น 58.87% นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับคะแนนสูงสุดคือ 1,016,096 คะแนน
29 สิงหาคม 2547 ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 3,955,855 คน ใช้สิทธิ 2,472,486 คน คิดเป็น 62.50% นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้รับคะแนนสูงสุดคือ 911,441 คะแนน
5 ตุลาคม 2551 ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4,087,329 คน ใช้สิทธิ 2,214,320 คน คิดเป็น 54.18% นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้รับคะแนนสูงสุดคือ 991,018 คะแนน
11 มการาคม 2552 ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4,150,103 คน ใช้สิทธิ 2,120,721 คน คิดเป็น 51.10% ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้รับคะแนนสูงสุดคือ 934,602 คะแนน
เท่าที่ผ่านมาจากสถิติค่า % ของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ไมได้สูงขึ้นมากนัก ด้วยหลากหลายปัจจัยที่อาจทำให้คนกรุงเทพฯ ออกไปใช้สิทธิกันน้อย แต่ยังดีที่มีคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่ต่างนำเสนอข้อมูลข่าวสารดึงคนออกไปใช้สิทธิกันอย่างถ้วนหน้า
6
3 มีนามคม 2556 เลือกตั้งผู้ว่าฯ อีกครั้ง
ด้วยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร) ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2552 ได้ลาอออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2556 และมีผลให้ตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครว่างลง ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2556 ดังนั้นกทม.จึงต้องดำเนินการเลือกตั้งภายใน 60 วัน และ กกต.กทม.ได้ให้ความเห็นชอบให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ประกาศให้มีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม 2556
ทั้งนี้จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวม 4,334,964 คน เป็นชาย 1,997,523 คน เป็นหญิง 2,337,441 คน (ยอด พ.ย.55) จำนวนหน่วยเลือกตั้ง 6,548 หน่วย เป็นเต็นท์ 3,414 หน่วย ค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กทม.เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยคาดว่าอยู่ในวงเงิน 200 ล้านบาท
22
ทำอย่างไรคนกรุงเทพฯ ถึงจะออกไปเลือกตั้ง
หน้าที่สำคัญของข้าราชการประจำของกรุงเทพมหานคร ในช่วงการรณรงค์เลือกตั้ง คือ การประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ให้ประชาชนที่มีสิทธิมีเสียง ออกไปใช้สิทธิของตนเองเลือกตั้งผู้ที่ชื่นชอบให้มากที่สุด โดยที่การรณรงค์นั้นไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าประชาชนจะเลือกใคร ขอเพียงแค่ให้ออกมากากบาทในวันเลือกตั้งให้มากที่สุดก็เป็นพอ ซึ่งที่ผ่านมามีการรณรงค์ทั้งในภาพรวมของส่วนกลาง และในส่วนแต่ละสำนักงานเขต ที่จะมีกิจกรรมต่างๆ กระตุ้นความสนใจและดึงคนออกมาใช้เสียงตนเองเลือกผู้ที่เห็นว่าสมควรได้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
8
นางนินนาท ชลิตานนท์ ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม. ได้รณรงค์ประชาสัมพันธ์ เพื่อปลุกกระแสการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมต่างๆ ทุกรูปแบบ เพื่อหวังให้คนกรุงเทพฯ ออกไปใช้สิทธิใช้เสียงของตนเอง โดยเฉพาะข้าราชการและลูกจ้างในสังกัดกรุงเทพมหานครซึ่งมีสิทธิเลือกตั้งจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้ครบ 100% เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ประชาชนและเป็นการทำหน้าที่พลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย นอกจากนั้นยังกำชับเจ้าหน้าที่เขตทำการเดินรณรงค์เคาะประตูบ้านทุกบ้านในพื้นที่ให้ได้ 100% อีกด้วย
“นอกจากรณรงค์ให้ประชาชนออกไปเลือกตั้งแล้ว การอำนวยความสะดวกและการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 3 มีนาคม นี้ก็ต้องดำเนินการให้เป็นไปอย่างถูกต้อง รัดกุม และโปร่งใสที่สุด เพื่อให้ได้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มาจากการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมและมาจากความต้องการของประชาชนชาวกรุงเทพมหานครอย่างแท้จริง”
เมื่อปิดการลงคะแนน คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งจะเปิดหีบบัตรเลือกตั้ง และนับคะแนน ณ ที่เลือกตั้ง และส่งผลการนับคะแนนของหน่วยเลือกตั้งไปยังสำนักงานเขต เพื่อรวมผลคะแนนของทุกหน่วยเลือกตั้งในเขตพื้นที่ และส่งผลการรวมคะแนนของแต่ละเขตไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานครเพื่อรวมผลคะแนนทั้งหมดในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร และประกาศผลการนับคะแนนต่อไป
33
ที่น่าสังเกตคือ การประกาศผลการเลือกตั้งนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ประกาศผลการรวมคะแนนเลือกตั้ง แต่การประกาศรับรองผลการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ระดับชาติ
อย่างไรก็ตาม การออกไปทำหน้าที่ของคนไทย คือการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อย่ามัวแต่เรียกร้องความเป็นประชาธิปไตย หากไม่ทำหน้าที่เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย และสิ่งหนึ่งที่คนไทยจะต้องทำหน้าที่คือการยอมรับผลการเลือกตั้ง ถึงแม้ผลจะออกมาตรงหรือไม่ตรงกับใจที่ตนเองเลือก แต่การเดินหน้าบริหารจัดการ พัฒนา และแก้ปัญหากรุงเทพมหานคร ต้องดำเนินต่อไป
อย่าให้งบประมาณจากภาษีที่เราจ่ายไปกว่า 200 ล้านบาท ในการจัดการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ต้องสูญเปล่า หน้าที่นี้ถือว่าเป็นหน้าที่ของคนไทย ที่ได้รับมาเพื่อให้แสดงออกถึงแนวทางประชาธิปไตย… ออกไปเลือกตั้งกันครับ..

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s