ตะลุยเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตนเอง โตเกียว-เกียวโต-โอซาก้า

เมื่อเมษายนมีเตือนมาว่าโปรโมชั่นตั๋ว ANA ราคา 19900 บาท แบบ Full Service แอดมิน #ไปทัวร์ไทย ก็ไม่คิดอะไรมาก จองทันที แล้วค่อยคีย์วันลาทีหลัง และคาดว่าจะไปชมช่วงต้นฤดูหนาวใบไม้เปลี่ยนสี จากนั้นก็วางแผนเรื่องตั๋ว JR Pass และจองโรงแรมที่พักไว้เนิ่นๆ

วันแรกเนิบๆ ไม่เร่งรีบ

ไปทัวร์ไทย หนีไปญี่ปุ่นชั่วคราว เดินทาง 19-26 พ.ย.66 ช่วงที่คาดว่าต้องได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีและความหนาวกำลังเข้าญี่ปุ่น ออกเดินทางช่วงเช้าแล้วไปถึงญี่ปุ่นบ่ายๆ สบายๆ ไม่เร่งรีบ ขึ้นเครื่องจากสุวรรณภูมิไปลงสนามบินนาริตะ กรุงโตเกียว

PaiTourThai

Hello Japan .. ประทับใจตั้งแต่ขั้นตอนการผ่าน ต.ม.นาริตะ ถ้าเราลงทะเบียน Visit Japan ไว้แล้ว มันจะง่ายมาก แค่ยื่นพาสปอร์ต โชว์ QR code ที่ได้จากการลงทะเบียน ใช้นิ้วชี้สองข้างสแกน ก็ได้สติ๊กเกอร์ติดเล่มพาสปอร์ตแล้ว ไม่รอนาน คิวไม่มี หรือว่าเรามาถึงบ่ายแล้วก็ไม่รู้

เมื่อผ่าน ต.ม.แล้วก็รอรับกระเป๋า แต่ก่อนเข้าตรวจ ต.ม.เจ้าหน้าที่เห็นคนไทยก็ทักทาย “สวัสดีคั่บ” “เลี่ยวขัว เลี่ยวขัว” น่าร้ากกกก

สำหรับเกทที่ลงต้องเดินไกลมาก 630 เมตร แต่มีทางเลื่อน ที่สนามบินนาริตะ ทางเลื่อนมั่นคงดี ระหว่างทางจะมีจุด transfer เครื่องหลายแห่ง อย่าเลี้ยวเข้าไปล่ะ

เมื่อรับกระเป๋าเสร็จ ก็ต้องเข้าด่านตรวจกระเป๋า Declaration ถ้าเราลงทะเบียน Visit Japan มาแล้ว ก็ง่ายเลย เข้าไปจิ้มหน้าจอ สแกนพาสปอร์ต และสแกน QR code ที่ได้ กด ok ก็ผ่านแล้ว จากนั้นลากกระเป๋าเข้าจุดสแกนได้เลย ..รวดเร็วมาก

ออกมาจากจุด Declaration ก็เข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว เดินลงบันไดเลื่อนเพื่อนไปทำ JR Pass อันนี้เราซื้อไว้จากเมืองไทยตอนลดราคา สามารถเดินทางด้วยรถไฟและขนส่งในเครือ JR ได้ทุกโหมด ก็มาต่อคิวทำบัตรรถไฟที่ตรงทางลงบันไดเลื่อนเลย

PaiTourThai

เมื่อเอาวอเชอร์แนบพาสปอร์ตไปแลกบัตร JR Pass แล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะถามว่าเริ่มใช้วันนี้เลยไหม ถ้าเรานั่งวันนี้เข้าโตเกียวก็เริ่มเลย พร้อมจองตั๋ว Narita Express เข้าโตเกียว

ย้ำว่าตั๋วที่ดูโง่ๆ อันนี้ ห้ามหายเด็ดขาด เพราะต้องใช้อันนี้ตลอดทริปในการเดินทางด้วยโหมด JR ทุกโหมด

ลงสถานีโตเกียวที่ชวนเวียนหัวด้วยผู้คนมหาศาล แล้วมองหาทางไปขึ้นรถไฟต่อไปอุเอโนะ เพราะจองโรงแรมไว้ที่นั่น ก็ไปด้วยสาย Yamanote (ยามาโนเตะ) ไม่ต้องไปกดตั๋วอะไรเพิ่ม ขึ้นรถไฟได้เลย รอ 10 นาที รถไฟมา

ถึงสถานี Ueno ตั้งสติ ต้องมีสติเท่านั้น หาทางออกหลักให้เจอ ไปตามลูกศร และที่สำคัญหลบคนด้วย นี่ชนมา 3 รายละ แต่คนญี่ปุ่นแข็งแกร่งมาก ไม่กระเทือน

สถานีอุเอโนะ ก็คนมหาศาล เดินออกจากสถานีด้วยทางเข้าออกหลัก ขึ้นบันไดเลื่อนข้ามถนนลอดทางต่างระดับมาที่โรงแรมที่จองไว้ ไม่ไกล

.. อากาศเย็นถึงหนาวแล้ว เวลายังไม่ดึกเลยไปเดินเล่นสวนอุเอโนะ อากาศเย็นๆ คนมานั่งเล่นเยอะมาก

PaiTourThai

จากนั้นก็ไปเดินดูร้านอาหารฝั่งตรงข้าม แหล่งกินดื่ม ช้อปปิ้ง และบันเทิงก็มากองกันตรงนี้ … สรุปว่าเมาตั้งแต่คืนแรก

PaiTourThai

วันที่ 2 ตื่นสาย ไปไม่ทันรถไฟ

นี่ลืมไปว่าญี่ปุ่นเร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง และไม่ได้ปรับเวลานาฬิกาปลุก รีบสิคราวนี้ วิ่งจากโรงแรมมา สถานีอุเอโน๊ะแบบเสียงล้อกระเป๋าดังแต่กๆๆ มาฝากกระเป๋าที่สถานี..และไม่ทันรถไฟ

สรุปต้องคืนตั๋วรถไฟที่จองไว้เพราะไปไม่ทันขึ้นรถไฟที่สถานีชินจุกุ แล้วทำการจองใหม่ จากนั้นนั่ง local train ไปขึ้นรถไฟสาย Shinjuku-Kawaguchiko ที่สถานี Shinjuku แต่ต้องลงก่อนที่ที่สถานี Otsuki เพื่อต่อรถไฟ Local ไปคาวากุจิโกะ

ก่อนขึ้นรถไฟ ที่สถานีโตเกียว แวะซื้อข้าวกล่องมื้อเช้าเพื่อเอาไปกินบนรถไฟ พอเห็นข้าวกล่องที่นี่แล้ว ..ชั้นรักญี่ปุ่น … มันดีมาก สะดวกมาก ชอบมาก ทำเป็นแพ็คๆหยิบได้ไม่ต้องอุ่นร้อน เปิดกินได้เลย

PaiTourThai

ลงสถานี Otsuki เพื่อต่อรถไฟ Fujikyu Commuter Train อีก 1 ชั่วโมง ออกจากสถานี JR เพื่อไปกดซื้อตั๋วก่อนเข้ามารอรถท้องถิ่น … ลายรถไฟน่ารักมาก

ถึงสถานี Kawaguchiko นาทีที่ลงรถไฟก็มองเห็นภูเขาไปฟูจิแล้ว รู้สึกโชคดีมากที่ฟูจิซังไม่อาย เผยโฉมความงดงามให้เห็นทั้งภูเขา ไม่มีเมฆหมอกมาบดบังเลย

ต่อคิวซื้อตั๋วรถบัสสายสีแดง เพื่อไปเที่ยวรอบทะเลสาบคาวากูจิโกะ เราสามารถลงป้ายไหนก็ได้ และขึ้นป้ายไหนก็ได้ แค่โชว์ตั๋วให้คนขับดูก็ผ่านขึ้นลงได้เลย ราคาตั๋วเหมา 1700 เยน

และนี่คือ Mt. Fuji seen through the colorful autumn leaves on the lakeside.

PaiTourThai

“หายไปนาน 15 ปีเลย แกยังสุขภาพดีมาก และยังทำให้ชั้นหนาว และเบิกบานใจเช่นเดิม ที่แตกต่างไปคือชั้นมามองแกในมุมที่แก่ขี้นตามวัย แต่แกไม่เปลี่ยนความสวยงาม ตระหง่าน โดดเด่นเอาซะเลย”

PaiTourThai

ใบไม้เปลี่ยนสีจุดแรกของทริป แค่นี้ก็จุกแล้ว วันต่อไปยิ่งตื่นเต้น คนญี่ปุ่นเขาจัดงานเทศกาลชมใบไม้เปลี่ยนสีกันด้วย คนมาชมเยอะมากทั้งต่างชาติและคนญี่ปุ่นเอง

PaiTourThai

เราลาฟูจิซังในยามค่ำด้วยความเหน็บหนาวที่มาเร็วหลังพระอาทิตย์ตก แต่บรรยากาศของฟูจิซังสะท้อนผืนน้ำของทะเลสาบคาวากุจิโกะก็ยังตึงเราให้อ้อยอิ่งไม่อยากไปไหน

คืนนี้กลับไปพักที่โตเกียว … เดินเที่ยวย่านชิบูย่า

ไปเยี่ยมคุณปู่ Hachiko ที่ยังคงรอคอยนายกลับมากว่า 100 ปีแล้ว ซึ่งญี่ปุ่นได้จัดงานครบ 100 ปี ด้วยการสร้างที่พักผ่อนให้ฮาชิโกะได้นอนพักเสียที

วันที่ 3 พร้อมลุยหิมะ

ออกจากสถานีอุเอโนะ ไปสถานีโตเกียว มุ่งหน้าไปยัง Matsumoto-Fukashi ด้วยรถไฟชินคันเซ็น Hokuriku ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่งด้วยสภาพอากาสสองข้างทางที่หนาว บางแห่งมีร่องรอยหิมะตกและน้ำแข็งเกาะยอดไม้ ท้องฟ้าครึ้มบดบังดวงอาทิตย์

PaiTourThai

ตื่นเต้นเห็นน้ำแข็ง

พอถึงสถานี Toyama เราก็ต่อรถไฟท้องถิ่น Toyama Chiho เพื่อมุ่งหน้าไปยัง Tateyama ตรงนี้เราก็ออกมาสู่สภาพชนบทของญี่ปุ่นที่สวยงาม น่าอยู่ เห็นการทำการเกษตร ปลูกข้าว ผัก ผลไม้ และมองไปไกลๆ ก็เห็นเทือกเขาที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะที่พึ่งตกลงเมื่อวาน และเมื่อถึงสถานี Shinano Omachi station ก็เดินออกมาซื้อตั๋วรถบัสแบบไป-กลับ เพื่อขึ้นไปบนเขา

สองข้างทางตอนนี้ขาวโพลนไปด้วยหิมะและต้นไม้ไร้ใบ ทางคดเคี้ยวขึ้นเขาที่รถบัสพาเราขึ้นไปก็ทำให้ตื่นเต้นไม่น้อย

พอมาถึงจุดขึ้นเขา Tateyama Kurobe Alpine Route ก็ซื้อตั๋วท่องเที่ยวในราคา 12,300 เยน (คิดเป็นเงินไทย 2950 บาท) ซึ่งราคานี้จะรวมค่ารถนำเที่ยว ค่าเช้าชมสถานที่ต่างๆ ค่ากระเช้า ซึ่งเขาจะปล่อยเราลงแต่ละจุดให้เที่ยวชม

จุดแรกที่ลงไปชมคือ เขื่อนคุโรเบะ เขื่อนที่สร้างยากมากแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ต้องตะโกนออกมาว่า “สวยมากกกกกกกกก” มันสวยจริงๆ เขื่อนที่โอบล้อมด้วยภูเขาและหิมะปกคลุม ทางเดินเต็มไปด้วยน้ำแข็งที่เกาะกันหลวมๆ จากหิมะที่พึ่งตกลงมา เดินลงไปบนสันเขื่อนเพื่อข้ามไปอีกจุดหนึ่งแบบไม่อยากไปไหนอีกแล้ว เพราะมันสวยจริงๆ

PaiTourThai

ขึ้นรถไปยังจุดต่อไปคือไปขึ้นกระเช้า

PaiTourThai

ต่อไปเพื่อไปเล่นหิมะที่ลานมุโรโดไดระ ที่หิมะพึ่งตกเมื่อวาน สนุกมาก วิ่งยวบๆ นอนนุ่มบนหิมะ บนเส้นทาง Japan Alps Tateyama Kurobe Alpine Route

PaiTourThai

PaiTourThai

ในจุดนี้สามารถซื้อเบียร์ “โฮชิโนะโซระ” เบียร์ท้องถิ่นทาเตยามะ ที่มีขายที่เดียวที่บนเขา Tateyama Kurobe Alpine Route เท่านั้น ไม่มีขายที่ไหน ถ้าอยากดื่มต้องขึ้นมาดื่มข้างบนนี้เท่านั้น และกะว่าจะเอาไปฝากใครก็จะไม่เหลือเพราะเผลอเปิดดื่มจนหมด 5555 เขาว่ากันว่าเบียร์นี้ใช้น้ำธรรมชาติใต้ดินของทาเตยามะทามาดดโนะ ซึ่งเป็นหนึ่งในร้อยน้ำที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น

PaiTourThai

วันนี้เราลงมาจาก Japan Alps Tateyama Kurobe Alpine Route เพื่อนั่งรถไฟไปยัง Kawaguchiko เพื่อพักที่นั่น ก่อนตื่นเช้าถ่ายรูปคู่กับฟูจิซังอีกรอบ

PaiTourThai

วันที่ 4 ย้ายเมืองไปนอนโอซาก้า

เราฝากกระเป๋าไว้ที่ kawaguchiko เพื่อไปเที่ยวเจดีย์ Chureito Pagoda ที่มองเห็นฟูจิซังได้ชัดและวิวสวยมาก แต่เดินขึ้นบันได 398 ขั้น แบบต้องถอดเสื้อนอกกันเลย พอขึ้นไปถึงแล้วแบบสวยมาก คนก็เยอะมากเช่นกัน ทางขึ้นก็สวยงามด้วยใบไม้เปลี่ยนสี

PaiTourThai

PaiTourThai

ที่สถานีรถไฟคาวากุจิโกะ มีหลายที่บริการฝากกระเป๋า ในสถานี 1000 เยน ล็อคเกอร์หยอดเหรียญ 700 เยน ร้านค้าบางที่ 600 เยน แต่ที่นี่รับฝากกรพเป๋าใบละ 500 เยน อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนของสถานีรถไฟ

PaiTourThai

จาก Kawaguchiko ก็กลับมายังสถานีโตเกียว ระหว่างรอเวลารถไฟก็ไปเดินเล่นที่สวนรอบปราสาทเอโดะสักหน่อย ปราสาทเคยใช้เป็นที่พักของรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ

PaiTourThai

PaiTourThai

PaiTourThai

PaiTourThai

จากนั้นก็ไปนั่งรถไฟชินคันเซ็นจากโตเกียวไปลงสถานี Shin-Osaka ด้วย N700 ใช้เวลา 3 ชั่วโมงก็ถึงโอซาก้า เข้าที่พัก แช่น้ำร้อน นอนพักก่อน

วันที่ 5 เกียวโตที่น่าอยู่

เริ่มด้วยการนั่งชินคันเซ็นจากโอซาก้า-เกียวโต

แล้วต่อรถไฟ JR สาย Nara ชานที่ 9 เพื่อไป ลง Tofukuji เดี๋ยวแวะเที่ยว Tofukuji Temple ก่อน

PaiTourThai

PaiTourThai

ออกจากสถานี Tofukuji เดินมาเที่ยววัด Tofukuji Temple ซึ่งคนมหาศาล เข้าไปชมใบไม้เปลี่ยนสีในวัด ค่าเข้าชม 1000 เยน แต่คุ้มมาก ใบไม้สวยสุดๆ อากาศเย็น แค่คนก็มหาศาล

PaiTourThai

ออกจากวัด Tofukuji Temple ก็มาซื้อตั๋วรถไฟเส้น Keihan 170 เยน เพื่อไปยังสถานี Kiyonizu-gojo

เดินไปอีกเกือบกิโล เพื่อมาเที่ยววัด Kiyomizu dera หรือคนไทยเรียก #วัดน้ำใส ก็สวยสมคำล่ำลือและคนมหาศาล ต่อคิวซื้อบัตร 40 นาที 400 เยน เพื่อให้ได้วิวสวยๆ และมูแบบญี่ปุ่น

PaiTourThai

PaiTourThai

ดูเวลาล่วงมาเกือบบ่ายสอง และคำนวนแล้วคงไม่ทัน Romantic Train ที่สถานี Saga-Arashiyama เชื่อมสถานีโรแมนติกเทรน Saga-Torokko แน่นอน ตัดใจแล้วหาวัดเที่ยวอีกดีกว่า เลยมาที่นี่ วัดเล็กๆ

Rokuharamitsu-ji วัดเล็กๆในซอยระหว่างไปสถานีรถไฟ kiyomizu

PaiTourThai

PaiTourThai

PaiTourThai

เมื่อไม่ทันรถไฟสายโรแมนติก ก็มาหากาแฟกิน อย่างน้อยก็ถ่ายรูปกับสถานี

และมาร้านกาแฟใกล้ๆ ชื่อ Rickshow Cafe กาแฟร้อนๆ กับอากาศเย็นๆ

PaiTourThai

เดินต่อมาที่เดินมาวัด Tenryu-ji วัดสวยอีกแห่งหนึ่งของ Saga-Arashiyama ที่นี่ใบไม้สีแดงเต็มบริเวณวัดเลย

PaiTourThai

PaiTourThai

PaiTourThai

ออกจากวัด Saga-Arashiyama เลี้ยวขวาบนถนนสาย 29 โอ้โห นั่นคนหรือหนอน สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอาหารที่คนต่อคิวเข้าไปทาน ที่นี่เป็นที่นักท่องเที่ยวนิยมมาอีกจุดหนึ่ง

PaiTourThai

PaiTourThai

ถัดไปตรงสุดถนนแยก Togetsukyo คือแม่น้ำ Katsura ที่เย็นยะเยือก พร้อมสะพาน Togetsukyo Bridge ที่คนเดินข้ามไปชมภูเขาสีแดงกันจนล้นสะพาน และยังมี Kadono Oi (Kadono Great Weir) ฝายน้ำล้นขนาดใหญ่ ที่มีคนมาพายเรือชมใบไม้เปลี่ยนสีเยอะมาก

PaiTourThai

PaiTourThai

PaiTourThai

ใช้เวลาวิ่ง 10 นาทีก็มาถึงสถานี saga-arashiyama เพื่อรอรถไฟ JR เข้าเมืองเกียวโต แล้วต่อฃบวนชินคันเซ็นเข้าที่พักที่โอซาก้า

ถึงสถานีโอซาก้า เวลายังไม่ 2 ทุ่ม ไปเดินเล่นย่านโดทงโบริ โดยรถไฟ Osaka-Metro M ลงสถานี Namba Station ค่าโดยสาร 290 เยน ค่อยกลับเข้าโรงแรม

ถ่ายรูปกับ soft power Osaka ที่ทุกคนมาโดทงบุริจะต้องมาถ่ายรูป และนั่งจิบเบียร์กับวิวที่ดีที่สุด

วันที่ 6 เกียวโตวันที่สองที่เหนื่อยหอบที่สุด

จากเกียวโต ใช้ JR Nara line มุ่งหน้าไป Uji ไปเก็บวัด 2 แห่ง คือ Byodoin กับ Koshoji มาดูใบไม้เปลี่ยนสีทั้งที ไปให้ครบที่สุด

เดินไปวัด Byodoin แวะร้านกาแฟน่ารักมากๆ เติมคาเฟอีนเข้าร่างสักหน่อย ร้านนี้อยู่ใกล้แม่น้ำ Uji River

วัด Byodoin ย่าน Uji วัดสวยอีกวัดของเกียวโต ที่ห้ามพลาดจริงๆ สวยมาก อยู่เกาะกลางบึงน้ำปลาคราฟ ริมแม่น้ำ Uji

PaiTourThai

PaiTourThai

แม่น้ำ Uji อันเยือกเย็นที่ใสสะอาด คั่นระหว่างวัด Byodoin กับวัด Koshoji มีสวนสาธารณะให้นั่งเล่นกลางน้ำด้วย

PaiTourThai

PaiTourThai

วัด Koshoji อันแสนสงบ นักท่องเที่ยวน้อย เพราะต้องข้ามแม่น้ำ Uji มา แต่สวยงามและน่ามาชมมาก ซึ่งทั้งวัด Byodoin และวัด Koshoji มาด้วย JR ลงสถานี Uji เดินมา 500 เมตร

PaiTourThai

PaiTourThai

จาก Uji นั่ง JR มาลงสถานี inari เพื่อไปชมศาลเจ้าเทพอินาริ Fushimi Inari Shrine ที่คนไทยเรียกว่าศาลเจ้าแดงหรือศาลเจ้าจิ้งจอก เป็นศาลเจ้าชินโต Shinto

PaiTourThai

PaiTourThai

ทางด้านหลังศาลเจ้าจะเป็นทางเดินขึ้นเขา ที่เต็มไปด้วยเสาโทริอิ โดยเสาโทริอิสีแดงนั้นก็ล้วนมาจากการบริจาค

PaiTourThai

PaiTourThai

เอาจริง เดินขึ้นเมามาพิสูจน์ศรัทธาอะไรก่อนที่นี่ เดินถึงยอดเลยจ้า เดินชมเสาโทริอิสีแดงเหรอ ถึงได้เป็นวันที่เหนื่อยหอบที่สุดเพราะเดินขึ้นเขานี่เอง

PaiTourThai

ลงเขามาแบบล้าขามาก

PaiTourThai

ไปนั่งรถไฟสาย Keihan Main Line จากสถานี Fushimi-inari ไปสถานี Gion-shijo เพื่อไปเดินถนน Hanamikoji Street ถนนสายเก่าแก่ของเกียวโต ในเวลาเย็นๆ 5 โมง อาคารบ้านเรือนโบราณสวยงามเป็นระเบียบ มีเสน่ห์มาก ชอบมากๆ

PaiTourThai

PaiTourThai

เดินถนน Hanamikoji Street ถนนสายเก่าแก่ของเกียวโตได้แป๊บเดียว อากาศหนาวมากวันนี้อยู่ๆ อุณหภูมิลดฮวบเหลือ 11 องศา รีบเดินมาขึ่นรถไฟสาย Keihan จาก Gion-shijo ไปขึ้น JR ที่สถานี Tofukuji เข้าสถานีเกียวโตเพื่อกลับโอซาก้า

PaiTourThai

วันที่ 7 ตะลุยมหานครโตเกียว

ออกจากโอซาก้ามาโตเกียว โดยแวะไปนาระก่อน แต่ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ นอกจากเข้าไปกอดกวาง และไม่ได้ถ่ายรูป โดยถามตัวเองว่าแวะมาทำไมก่อน

PaiTourThai

PaiTourThai

จากนั้นเลยไปโตเกียวต่อ เข้าที่พักที่อุเอโนะ แล้วเดินเที่ยวที่โตเกียว

PaiTourThai

วัดเซนโซจิ วัดที่มีชื่อเสียงที่สุดในโตเกียว เป็นวัดในพระพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง มีเจดีย์ 5 ชั้น กลิ่นหอมของธูปที่คนแย่งกันเข้าไปสูดดม ชายคาขนาดใหญ่ของชนสายมู

PaiTourThai

PaiTourThai

PaiTourThai

PaiTourThai

มาวัด Sensō-ji ต้องถ่ายรูปกับโคมไฟยักษ์

 

อากาศหนาวมาก รีบเดินกลับเข้าที่พัก แต่หน้าโรงแรมคือร้านเหล้า มีหรือจะพลาด คืนสุดท้ายก่อนกลับเมืองไทย

วันที่ 8 วันจะกลับฝนตกอากาศหนาว

ตื่นเช้าวันนี้หนาวเหน็บมาก เพราะฝนตกปรอยๆ อากาศยิ่งเย็นอยู่แล้ว ฝนตกมาหนาวเลย อุณหภูมิลดต่ำฮวบลงมาที่ 6 องศา C เริ่มต้นด้วยการเดินไปสถานี Ueno ลงใต้ดินขึ้นสาย Hibiya เพื่อไปตลาดปลาสึกิจิ (Tsukiji Market) แต่ระหว่างทางก็มาเจอวัด Tsukiji Honganji สวยงาม ยิ่งใหญ่ และกว้างมากๆ

PaiTourThai

ตลาดปลาสึกิจิ (Tsukiji Market) ตื่นตาตื่นใจ เห็นร้านไหนก็น่ากินไปหมด แถมราคาไม่แพงด้วย แล่ให้กินสดๆ ทั้งทูน่า แซลมอน อูนางิ อูนิ กินให้หายอยากไปเลย

PaiTourThai

PaiTourThai

PaiTourThai

PaiTourThai

PaiTourThai

เดินประมาณ 15 นาทีจากตลาดปลาสึกิจิ มาชมสวน Hama-rikyu จ่ายค่าเข้าชม 300 เยน สวนสวยเหมือนป่าในเมือง ท่ามกลางอากาศ 6 องศาและฝนตก ..หนาวเย็นสะใจไปเลย ชอบมาก

PaiTourThai

PaiTourThai

เดินต่อไปขึ้นรถไฟสาย Oedo line ที่สถานี Shiodome เพื่อไปสถานี Shimbashi แล้วต่อสาย Yamanote line กลับไปจองตั๋วไปสนามบินนาริตะที่สถานี Ueno

ออกจาก Ueno ด้วยรถไฟสาย SkyLiner จากสถานี Ueno มุ่งหน้า สนามบินนาริตะ (Narita Airport) ค่าโดยสาร 2570 เยน เป็นรถไฟฟ้าใต้ดินเข้าสนามบินอีกสายที่วิ่งตรงจากอุเอโนะ มาโผล่บนดินที่สถานี Nippori

PaiTourThai

รถไฟสาย SkyLiner จากสถานี Ueno มุ่งหน้าสนามบินนาริตะ (Narita Airport) จะต้องมาจองตั๋วและขึ้นที่สถานีเฉพาะ Keisei Skyliner ซึ่งเป็นคนละที่กับ JR (สถานีอุเอโนะอยู่ใต้สวนอุเอโนะ) ถ้าใครไปกดตั๋วที่ตู้ก่อนต้องมาซื้อและจองที่นั่งที่เคาท์เตอร์เพิ่มเติม ก็จะได้ตั๋ว 2 ใบสอดพร้อมกันแบบนี้

PaiTourThai

รถไฟสาย KeiSei Skyliner ใช้เวลาจากสถานีอุเอโนะถึงสนามบินนาริตะ 50 นาที มีที่วางกระเป๋าขนาดใหญ่แบบไม่ต้องจองที่กระเป๋า

ถึงสนามบินนาริตะ ทำการเช็คอินที่ตู้ด้วยตนเอง โหลดกระเป๋าด้วยตนเอง ซึ่งตอนที่ซื้อตั๋วมาได้น้ำหนัก 23 กิโลกรัม ขณะที่ชั่งตอนก่อนโหลดคือ 22.89 กิโลกรัม 55555

ได้เวลากลับ ก็อาวรณ์ญี่ปุ่นทันที สัญญาว่าถ้ามีเงินจะมาเยือนใหม่เพราะคือปัจจัยหลักและสำคัญที่สุด …แล้วเจอกัน

#เที่ยวญี่ปุ่น #ญี่ปุ่น #Japan #ท่องเที่ยวญี่ปุ่น #รถไฟญี่ปุ่น #ภูเขาไฟฟูจิ #ฟูจิซัง #Fuji

PaiTourThai

PaiTourThai

PaiTourThai

PaiTourThai

PaiTourThai

PaiTourThai

PaiTourThai

เที่ยวภูกระดึงที่เดียว เหมือนได้ไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง  เปิดช่วง 1 ตุลาคม – 31 พฤษภาคม ของทุกปี ให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นภูกระดึงไปสัมผัสธรรมชาติในหลากหลายฤดูกาล และแต่ละฤดูกาลมีความสวยงามและสภาพธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไป

แต่ที่เหมือนกันทุกฤดูคือความท้าทายของการเดินขึ้นพิชิตยอดภูที่ต้องใช้พลังกายและพลังใจเพื่อไปให้ถึง

วิธีการขึ้นภูกระดึง

ผมขึ้นภูกระดึงครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 21-23 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ด้วยการนั่งรถทัวร์จากหมอชิต2 ลงผานกเค้า แล้วขึ้นรถสองแถวเข้าไปยังอุทยาน

1.ตอนแรกการจองก็กังวลอยู่ว่าสามารถจองในระบบ QueQ ได้เลย แต่วันที่ไปเป็นช่วงหยุดยาว นักท่องเที่ยวเยอะมาก พอเมื่อไปถึงแล้ว QueQ ไร้ประโยชน์ เนื่องจากก่อนเข้าพื้นที่อุทยานก็ไปซื้อบัตรค่าธรรมเนียมอุทยานก่อนเข้าไปอยู่ดี ดังนั้น ลงทะเบียนหรือไม่ลงใน QueQ ก็ไม่มีผล ซื้อบัตรคนละ 40 บาท แล้วก็เข้าไปได้เลย ซึ่งวันที่ผมไปมีนักท่องเที่ยวขึ้น 1,300 คน

2.สำหรับใครที่ต้องการขึ้นภูกระดึงโดยไปพักค้างคืนก็สามารถจองบ้านพักภูกระดึงและที่สำหรับกางเต็นท์ได้ล่วงหน้า 60 วัน ผ่านเว็บไซต์ของทางอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยเลือกสถานที่ วันเวลาที่เข้าพักและวันออก ตรวจเช็คให้เรียบร้อยจนถึงขั้นพิมพ์ใบชำระเงิน แล้วชำระเงินตามเวลาที่กำหนดก็ถือว่าจองสำเร็จแล้ว (มีหลากหลายทางเลือกชำระเงิน)

สำหรับแผนที่บ้านพักภูกระดึงจะแบ่งออกเป็น 3 โซน ดังนี้

1. โซนหน่วยพิทักษ์วังกวาง จะอยู่บริเวณยอดภูกระดึง สำหรับบ้านพักและลานกางเต็นท์
2. โซนศรีฐาน ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ จะอยู่บริเวณอยู่ด้านล่างก่อนขึ้นภูกระดึง สำหรับห้องพักและห้องประชุม
3. โซนค่ายเยาวชน ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ บริการค่ายพักแรม

ทั้งนี้ ราคาจะแตกต่างกันออกไป ตามสิ่งอำนวยความสะดวก จำนวนคนต่อหลัง จำนวนห้องนอน โดยเริ่มต้นที่ 900 บาท/คืน ไปจนถึง 3,600 บาท/คืน (เอาจริงๆ บ้านพักเต็มตั้งแต่ประกาศเปิดอุทยาน ไม่ต้องไปหวังว่าจะได้นอน 5555)

สำหรับใครที่เป็นสายแคมปิ้งก็มีลานกางเต็นท์ให้บริการ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 150-500 บาท ดังนี้

1. เต็นท์สำหรับ 2 คน ราคา 150 บาท/คืน
2. เต็นท์สำหรับ 3 คน ราคา 225 บาท/คืน
3. เต็นท์สำหรับ 4 คน ราคา 300 บาท/คืน
4. เต็นท์สำหรับ 5 คน ราคา 500 บาท/คืน

อย่างไรก็ตาม ราคาของเต็นท์จะยังไม่รวมกับชุดเครื่องนอนและค่าขอใช้สถานที่ 30 บาท/คน/คืน สามารถกดจองเครื่องนอนได้ที่เว็บไซต์และชำระค่าเช่าเครื่องนอนได้เลย

3.ถึงที่ทำการ ให้นำใบยืนยันการจองไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและระบุจำนวนเต็นท์นอนให้ พร้อมชำระค่าประกันชีวิตคนละ 10 บาท

ถ้าไม่ได้จองเต็นท์และเครื่องนอน .. ไม่ต้องกังวล

ไปต่อคิวจองเต็นท์แบบ walk in  ได้ที่ทำการอุทยานก่อนขึ้นภูกระดึง ซึ่งเต็นท์นอนมีเพียงพอ หากของอุทยานไม่พอก็ยังมีของเอกชนให้บริการ แต่เงื่อนไขคือเต็นท์ของอุทยานเต็มทั้งหมดก่อนค่อยสามารถจองใช้บริการของเอกชนได้ ก็ต่อคิวจองบริเวณชำระค่าประกันชีวิตคนละ 10 บาท นั่นแหละ เวลาจ่ายเงินให้ขึ้นไปจ่ายที่ทำการข้างบน

จ้างลูกหาบ

เมื่อเรื่องค่าทำเนียมการขึ้นภู จองเต็นท์ เครื่องนอน เรียบร้อยแล้ว ก็ไปจ้างลูกหาบสัมภาระ (กรณีที่ไม่แบกเอง ซึ่งแนะนำว่าให้จ้างเถอะ เพราะเมื่อมันเหนื่อย สัมภาระแค่กระเป๋าเก็บของนิดเดียวก็เป็นภาระใหญ่หลวง) คิดกิโลกรัมละ 15 บาท ซึ่งถ้าเราเห็นการหาบขึ้นของลูกหาบแล้วเราจะพบว่ามันคุ้มค่ามาก และใครที่เอาเต็นท์ไปเองแล้วจ้างลูกหาบ จะบอกว่าความคุ้มค่าของการเช่าเต็นท์ที่อุทยานจัดให้คุ้มค่ากว่ามาก และการเดินตัวปลิวขึ้นภูถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด

วิธีการจ้างลูกหาบ คือ ซื้อแทกติดกระเป๋าตามจำนวนสัมภาระที่จะจ้างหาบ – เอาสัมภาระไปชั่งน้ำหนัก – รับต้นขั้วแท็กสำหรับรับกระเป๋าที่ปลายทาง – จ่ายเงินที่ปลายทางกับลูกหาบ

เวลาเปิดปิด

อุทยานแห่งชาติภูกระดึงเปิดให้ขึ้น-ลงเวลา 06.00-13.00 น. ในวันธรรมดาและเปิดให้ขึ้น-ลงเวลา 05.30-13.00 น. ในวันหยุดเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ดังนั้นเวลาเดินทางไปให้ไปแต่เช้ามืดเลย เดินขึ้นได้เรื่อยๆ ถ้าเกินบ่ายโมงเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ขึ้นนะ อันตรายทั้งเส้นทางและรบกวนสัตว์ป่า ที่สำคัญต้องนำบัตรเข้าอุทยานที่จ่ายตอนทางเข้ามาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ด้วย

ขึ้นภูกี่ซำ และระยะทางเท่าไหร่

การขึ้นภูกระดึงถือเป็นการทดสอบความแข็งแรงของร่างกายและความแข็งแกร่งของจิตใจ สำหรับใครที่ไม่เคยขึ้น ถือว่าเป็นด่านแรกของการเอาชนะใจตัวเอง เพราะแค่ “ซำแฮก” ที่เป็นด่านแรกของเส้นทางก็เอาหลายคนหอบแดกไปตามๆกัน เส้นทางเดินขึ้นภูกระดึง เราจะต้องเดินทางผ่าน 7 ซำ ได้แก่ ซำแฮก ซำบอน ซำกกกอก ซำกกหว้า ซำกกไผ่ ซึ่งมีระยะทางเดิน จนถึงจุดสุดท้ายที่เป็นจุดเช็กอินนั่นคือ หลังแปโดยประมาณ 5.5 กิโลเมตร นอกจากซำต่าง ๆ แล้วยังมีบ้านศรีฐาน ปางกกค่า ซึ่งอยู่ก่อนถึงซำแฮก ส่วนพร่านพรานแปอยู่ก่อนถึงซำกกหว้า จากหลังแปนี้เราต้องเดินเท้าไปยัง ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวางอีก 3.5 กิโลเมตร เส้นทางเดินขึ้นเขาแต่ละซำ เป็นเส้นทางที่ค่อนข้างยากสำหรับมือใหม่ แต่ไม่ต้องห่วงที่นี่มีบันไดเหล็กที่สูงชันอยู่บางช่วงคอยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวเป็นระยะ

อุปกรณ์ในการช่วยให้เดินได้สะดวกขึ้น อย่างเช่นไม้โพล (ไม้เท้า) เป็นสิ่งที่ควรมี และถ้าใครไม่มีหรือไม่ได้เตรียมมา ทางอุทยานก็มีไม้ไผ่จากธรรมชาติเตรียมไว้ให้เพราะรู้ว่า การมีไม้เท้าเพื่อช่วยพยุงในการเดินป่าขึ้นภูจึงเป็นสิ่งสำคัญ ตอนขึ้นว่ายากแล้ว ตอนลงเขายิ่งยากกว่า จนเพื่อนร่วมทางครั้งนี้แอบกระซิบบอกมาว่า “ทำไมไม่บอกว่าตอนลงเขามันยากกว่าตอนขึ้น” เพราะเมื่อลงแล้วจากนั้นวันที่ 2-5 หน้าขาจะปวดตึงสะใจมาก 555

2 คืน 3 วัน บนภูกระดึง เป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะกับการพักผ่อน แต่อาจจะไม่ได้ไปทุกจุดท่องเที่ยวบนยอดภูก็ตาม


พื้นที่ท่องเที่ยวแต่ละจุดจะค่อนข้างไกลกัน แต่ก็ไม่ยากเกินเดิน

น้ำตกหลายแห่งบนเส้นทางท่องเที่ยวที่สวยงามในป่าดงดิบ ป่าสนเขาเล่นลมบนเส้นทางเดินชมทุ่งหญ้าสุดสายตา ไม่น่าเชื่อบนภูกระดึงมีจักรยานให้เช่าเอาไว้ขี่ไปชมดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ผาหล่มสักที่อยู่ห่างจากที่ทำการ 9 กิโลเมตร หลายคนบอกว่า ถ้ามาภูกระดึงแล้ว มาไม่ถึง “ผาหล่มสัก” ถือว่ามาไม่ถึง “ภูกระดึง” ส่วนผมเองช้การเดินเพลินๆ ไป-กลับ ผาหล่มสักก็ประมาณ 18 กิโลเมตร

หลายคนบอกว่า .. ทำไมถึงต้องมา “ภูกระดึง” สักครั้งในชีวิต เพราะที่นี่มีธรรมชาติที่สวยงามเหมือนที่คนอื่นว่าไว้จริง ๆ เส้นทางเดินเที่ยวที่สวยงาม อากาศบนภูกระดึงเย็นทั้งปี จนมีคนเคยบอกว่า “เที่ยวภูกระดึงที่เดียว เหมือนได้ไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย” เพราะมีความหลากหลายจริงๆ ทั้งน้ำตก ป่าดิบชื้น ป่าสนเขา ทุ่งหญ้า หน้าผา บึงน้ำ ไหว้พระ ซึ่งไม่สามารถหาได้จากที่อื่นๆ เพราะสภาพภูมิประเทศบนภูกระดึงนั้นเป็นภูเขาหินทรายยอดตัด เหมือนทำลานไว้ให้เที่ยวไม่เหมือนอยู่บนภูเขาเลย

ผมขึ้นภูกระดึงในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 26 ถือว่าได้ทดสอบร่างกายตัวเอง อย่างน้อยในวันที่ร่างกายเราเสื่อมสภาพลงเราก็ยังดีใจที่เรายังขึ้นภูกระดึงไหว และสัญญากับตัวเองว่าถ้ายังมีสุขภาพแข็งแรงอย่างนี้จะมาเยือนอีกเรื่อยๆ … ภูกระดึง

จองบ้านพักในอุทยานแห่งชาติ และ จองเต็นท์ ออนไลน์ จองบ้านพักและเต็นท์ล่วงหน้าได้ไม่เกิน 60 วัน ได้ที่ https://nps.dnp.go.th/reservation.php หรือโทร.042810834

ติดตาม PaiTourThai ได้ทุกช่องทางโซเชียล

#PhuKraDueng #PaiTourThai @Go2Thailand @AmazingThailand #ท่องเที่ยวไทย #ภูกระดึง #ที่พักภูกระดึง #อุทยานแห่งชาติ #จองบ้านพักอุทยาน #อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

หนีความวุ่นวายไปตามหาความหมายของชีวิต หนีไป “ริเวอร์แคว จังเกิ้ลราฟท์”

1583297059726

เมื่อการแสวงหาสถานที่เพื่อการพักผ่อนอย่างแท้จริงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในสังคมอุดมด้วยโลกโซเชียล การหลบหลีกหนีจากการติดต่อสื่อสารเข้าหาคำว่าชีวิตธรรมดาไม่ค่อยจะมี แต่เราได้พบสถานที่ที่ตอบโจทย์เราได้แล้ว ที่นี่คือ “ริเวอร์แคว จังเกิ้ลราฟท์” จ.กาญจนบุรี

1583296567721

ริเวอร์แคว จังเกิ้ลราฟท์ ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำแควน้อย ล้อมรอบด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ทั้งต้นไม้ใหญ่ แม่น้ำ และภูเขา โดดเด่นด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ใช้วัสดุธรรมชาติจากท้องถิ่นเป็นหลักในการก่อสร้าง สามารถสัมผัสกับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่

1583296643270

แม้จะอยู่ในห้องพักที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก แขกผู้เข้าพักทุกคนจะได้รับตะเกียงน้ำมันก๊าด สำหรับใช้ในเวลากลางคืน เพราไม่มีไฟฟ้า เราจะได้สัมผัสกับการพักผ่อนภายใต้ธรรมชาติอย่างเต็มที่ แม้จะดูเป็นการลำบาก แต่สำหรับเราความชอบและพึงพอใจกับการใช้ชีวิตแบบนี้เพราะไม่สามารถหาได้จากที่อื่น

1583296530636

ริเวอร์แคว จังเกิ้ลราฟท์ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติใจกลางของป่าเขียวขจี เดินทางเข้าถึงโดยเรือหางยาวจากท่าเรือพุตะเคียน (ท่าเรือรีโซเทล) เท่านั้น ไม่มีเส้นทางถนนเข้า

1583296357708

“ที่พักไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไร้สัญญาน wifi ไม่มีไฟฟ้า และไม่มีแอร์ เราเดินเท้าเปล่าบนแพ เสียงน้ำกระทบกับแพตลอดเวลา กระโดดเล่นน้ำใสๆเย็นๆอย่างสนุกสนาน จุดตะเกียงน้ำมันไว้ส่องสว่างยามค่ำคืน

ห้องพักมีมุ้งกันยุงและมีห้องน้ำในตัวรวมทั้งยังมีเปญญวณส่วนตัวทั้งหน้าห้องและหลังห้อง อากาศยามค่ำคืนที่แสนวิเศษ โอบล้อมด้วยภูผา ต้นไม้ เรามองดูดาวได้อย่างเต็มตาและแจ่มชัด อาหารเป็นแบบบุฟเฟต์อาหารไทย ด้านบนเขามีหมู่บ้านเล็กๆให้เดินเที่ยวด้วย”

#ไปทัวร์ไทย อยากชวนให้คุณมาสัมผัสความหลุดจากชีวิตสับสนวุ่นวายแล้วตามหาความหมายของชีวิตและความโรแมนติกสุดๆ

1583296604740

การเดินทาง

1.โดยรถยนต์

  • เส้นทางที่1 : เดินทางโดยใช้เส้นทาง ปิ่นเกล้า –พุทธมณฑล-นครชัยศรี-นครปฐม-บ้านโป่ง-กาญจนบุรี-ไทรโยค ระยะทางรวม 195 กม.
    การเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยเดินทางด้วยถนนบรมราชชนนี (ทางหลวงหมายเลข 338) โดยผ่าน ศาลายา ไปจนถึง ถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข4) นครชัยศรี และเดินทางผ่าน จังหวัดนครปฐม ไป 10 กม. จะเห็นป้าย ไป อ.บ้านโป่ง / กาญจนบุรี โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 323 เป็นเส้นทางหลัก โดยผ่าน อ.บ้านโป่ง – อ.ท่ามะกา – อ.ท่าเรือ – อ.ท่าม่วง- จ.กาญจนบุรี-อ.ไทรโยค -น้ำตกไทรโยคน้อย และเดินทางไปจนถึง ท่าเรือพุตะเคียน (ท่าเรือรีโซเทล) ซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือ หลัก กม. ที่ 128.9 และเลี้ยวซ้ายไปตามถนนหมู่บ้าน อีก 2 กม. ไปจนถึงท่าเรือท่าเรือพุตะเคียน (ท่าเรือรีโซเทล) *ทางลงท่าเรือเป็นทางลงเขา กรุณาขับด้วยความระมัดระวัง*

ระยะทาง กรุงเทพฯ-กาญจนบุรี = 129 กม.
ระยะทาง กาญจนบุรี – ท่าเรือพุตะเคียน (ท่าเรือรีโซเทล) = 65 กม.

  • เส้นทางที่2 : เดินทางโดยใช้เส้นทาง บางใหญ่- บางเลน-กำแพงแสน – พนมทวน – กาญจนบุรี – ไทรโยค ระยะทางรวม 220 กม.
    การเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยใช้เส้นทาง ตลิ่งชัน –สุพรรณฯ ถนนกาญจนาภิเษก (ทางหลวงพิเศษหมายเลข9) โดยผ่าน อ.บางใหญ่ เชื่อมต่อด้วย ทางหลวงหมายเลข 340 ที่จะมุ่งหน้า ไป จ.สุพรรณบุรี โดยเดินทางไปอีกประมาณ 10 กม. จะถึงแยกนพวงศ์ เพื่อที่จะเลี้ยวซ้ายเพื่อใช้ทางหลวงหมายเลข 346 ไปจนถึง อ.บางเลน ระยะทาง 20 กม. และผ่าน อ.บางเลน เพื่อเดินทางต่อไปยัง อ.กำแพงแสน โดยยังใช้ทางหลวงหมายเลข 346 ไปจนถึง อ.กำแพงแสน และเดินทางต่อ ไป อ.พนมทวน และเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 324 เพื่อเดินทางไป จังหวัดกาญจนบุรี เดินทางมาจนถึง สี่แยกวังสารภี (ก่อนถึง ตัวเมืองกาญจนบุรี) เลี้ยวขวาไปทางหลวงหมายเลข 367 (ถนนเลี่ยงเมืองกาญจนบุรี) เดินทางต่อไป จนถึงแยกแก่งเสี้ยน และเดินทาง ตรงไป อ.ไทรโยค โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 323 ตรงไปตลอด จนถึง ท่าเรือพุตะเคียน (ท่าเรือรีโซเทล) ซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือ หลัก กม. ที่ 128.9 และเลี้ยวซ้ายไปตามถนนหมู่บ้าน อีก 2 กม. ไปจนถึงท่าเรือพุตะเคียน (ท่าเรือรีโซเทล)

2.โดยรถไฟ

รถไฟรอบเช้า ออกจากกรุงเทพที่สถานีธนบุรีเวลา 07.50 น. / ถึงจังหวัดกาญจนบุรี 10.25 น. สะพานข้ามแม่น้ำแคว 10.42 น. และสถานีน้ำตก 12.35 น.

รถไฟรอบบ่าย ออกจากกรุงเทพที่สถานีธนบุรีเวลา 13.55 น. / ถึงจังหวัดกาญจนบุรี 16.24 น. สะพานข้ามแม่น้ำแคว 16.33 น. และสถานีน้ำตก 18.30 น.
จากสถานีน้ำตก ต่อรถบัส (ไทรโยค-ทองผาภูมิ ค่าบริการ 150 บาท) ไปที่หลักกิโลเมตรที่ 56 ป้าย “รีโซเทล” จากนั้นลงเรือหางยาวเดินทางสู่ “เรือนแพ ริเวอร์แคว จังเกิลราฟท์”

รถไฟขบวนพิเศษท่องเที่ยวน้ำตก อ่านรีวิวได้ที่นี่ https://iphonnn.wordpress.com/2020/03/02/%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%97/

1583127220493

CR : riverkwaijunglerafts

“ไปทัวร์ไทย” จับรถไฟไปเที่ยวน้ำตกเมืองกาญจน์

#ไปทัวร์ไทย จับรถไฟไปเที่ยวน้ำตกเมืองกาญจน์

1583127330020

เป็นอีกครั้งที่แอดจะได้รีวิวการไปเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีด้วยรถไฟนำเที่ยว “เที่ยวรถไฟสายน้ำตก” จ.กาญจนบุรี ที่หลายคนฝากเรื่องรีวิวการเที่ยวนี้มา

เราจองรถไฟสายน้ำตกตามโปรแกรม “นั่งรถไฟเที่ยวน้ำตกไทรโยกน้อย” ซึ่งจะมีให้บริการในวันเสาร์และอาทิตย์ หรือ วันหยุดนักขัตฤกษ์ แต่จะไม่ให้บริการในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ เนื่องจากต้องให้บริการกับประชาชนที่กลับภูมิลำเนา

1583126952913

ตามเวลาเดินรถจะออกจากหัวลำโพงในเวลา 06.30 น. โดยขบวนรถไฟพิเศษขบวนที่ 909 แต่เรามาดักรอขึ้นที่ชุมทางบางซื่อ ซึ่งมาถึงประมาณ 06.45 น. เลือกนั่งตู้แอร์ในราคาค่าโดยสาร ไป-กลับ 240 บาท แต่ถ้าเป็นตู้พัดลมราคาค่าโดยสารจะอยู่ที่ 120 บาท ซึ่งต้องซื้อแบบไป-กลับเท่านั้น ไม่แบ่งเฉพาะขาไปหรือขากลับ

1583124688310

ขบวนรถไฟจะวิ่งตามเส้นทางรถไฟสายใต้ ผ่านสถานีต่างๆตามรายทาง และแวะจอดในบางสถานี หรือหากท่านใดประสงค์และมีความจำเป็นต้องลงสถานีใดก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ในขบวนรถนั้นให้จอดส่งได้ ..อันนี้ดีมาก เพราะบางท่านก็ไม่ตั้งใจไปเที่ยวปลายทางแต่อยากจะโดยสารมาลงระหว่างทางเท่านั้น

1583124734961

สองข้างทางจะเป็นบ้านเรือน วิถีชีวิตของผู้คนริมทางรถไฟ เห็นเรือกสวนไร่นา มองกันเพลินๆ จนเวลาประมาณ 07.40 น.ก็มาถึงสถานีนครปฐม

1583126909732

1583126985400

ขบวนรถก็จอดให้เราได้ลงไปเที่ยวจังหวัดนครปฐม 40 นาที ไปสักการะองค์พระปฐมเจดีย์ เดินตลาดเช้าเลือกซื้อสะเบียงสำหรับการเดินทาง ที่นครปฐมมีหลายร้านให้เลือกซื้อ แต่ที่แอดแนะนำคือข้าวเหนียวเนื้อทอด ที่มีทั้งแบบหวานและเค็ม หรือจะเป็นข้าวหลามที่เผาใหม่ๆ ผลไม้หลากหลาย ขนมไข่ ไข่เต่า ก็ตามแต่ใครจะชอบ เรียกได้ว่าเพลินกับอาหารการกินมาก จากนั้นก็เดินทางต่อ

1583126867667

ระหว่างทาง เจ้าหน้าที่ประจำรถก็จะมาให้ข้อมูลการเดินทาง เวลารถออก และสถานที่ที่เราควรให้ความสนใจ และที่สำคัญคือมีบริการสั่งซื้อของฝากกลับด้วย หลากหลายเมนูและการรับออเดอร์ก็ทำงาน แต่ที่แอดเห็นว่าสเน่ห์ของรถไฟที่มีมายาวนานคือการขึ้นมาสะพายถังหรือถาดของกินเดินให้เราซื้อได้บนทางเดินรถไฟของบรรดาพ่อค้าแม่ค้า ที่ขึ้นมาขายของในระหว่างที่รถไฟวิ่งไปอีกสถานีถัดไป แล้วจะขึ้นรถไฟอีกขบวนในขากลับ สินค้าก็จะเป็นของกินซะส่วนใหญ่ที่มีในท้องถิ่นนั้นๆ อาทิ ก๋วยเตี๋ยวห่อราชบุรี ข้าวราดแกงใส่กระทง แพนเค้กกับโรตีอาบัง ..ก็ลองชิมดูได้

1583127060396

1583127087798

ประมาณ 09.30 น.ขบวนรถไฟก็มาถึงจุดไฮไลท์ของเส้นทางคือ “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” สะพานประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกที่ยืนตระหง่านข้ามแม่น้ำแควพร้อมเรื่องราวที่น่าสนใจให้ค้นคว้า ให้นักท่องเที่ยวได้ลงไปถ่ายภาพตามอัธยาศัย โดยรถจอดให้ 25 นาที

1583127384861

ณ สะพานข้ามแม่น้ำแคว มีคำถามจากพนักงานว่าทำไมราวสะพานไม่เหมือนกัน ระหว่างราวแบบโค้งกับราวแบบเหลี่ยม ซึ่งก็ได้ความว่าสะพานเคยถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วต้องซ่อมแซม สะพานช่วงที่ซ่อมแซมทีหลังใช้ราวสะพานแบบเหลี่ยม ..ก็ไม่รู้ว่าทำไมไม่ทำให้มันเหมือนเดิมแต่ที่รู้คือระยะของสะพานราวเหลี่ยมมีความยาวกว่าระยะของสะพานราวโค้ง

1583127127738

1583127678324

ประมาณ 1 ชั่วโมงหลังจากสะพานข้ามแม่น้ำแคว เราก็มาถึงจุดไฮไลท์อีกจุดหนึ่งคือเส้นทางรถไฟสายมรณะช่วงไต่หน้าผา “ถ้ำกระแซ” ซึ่งการนั่งรถไฟผ่านช่วงนี้ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ที่ได้รับรู้ถึงประวัติศาสตร์อันโหดร้ายในการสร้างเส้นทาง มองภาพอดีตที่เชลยศึกพันธมิตรกำลังก่อสร้าง เป็นเส้นทางที่สวยที่สุดเส้นหนึ่ง และสร้างความหวาดเสียวให้กับนักท่องเที่ยวบนรถไฟบนความสูงเลียบแม่น้ำแคว ลัดเลาะตามหน้าผาและป่าโปร่ง ที่เบื้องล่างสามารถมองเห็นทิวทัศน์อันสวยงามได้แบบพานอรามา

1583127300895

1583127357498

ใน 30 นาทีต่อมาคือ 11.30 น.เราก็มาถึงปลายทางของขบวนรถไฟท่องเที่ยวขบวนที่ 909 ของรถไฟสายน้ำตก ณ สถานีน้ำตก นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางต่อไปยังน้ำตกด้วยรถสองแถวที่มารอให้บริการ หรือจะเดินทางต่อไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ได้ตามอัธยาศัย ส่วนใหญ่จะเดินทางไปน้ำตกไทรโยกน้อยเพื่อพักผ่อนและเล่นน้ำ

1583127220493

1583127723721

รถไฟสาย909 สายน้ำตก จะมีเวลาให้นักท่องเที่ยวอยู่ปลายทางประมาณ 3 ชั่วโมง ก็จะเดินทางกลับในเวลา 14.25 น. โดยขากลับจะแวะให้ลงเที่ยวชม “สุสานทหารพันธมิตร” ในตัวเมืองกาญจนบุรี แล้ววิ่งเข้ากรุงเทพ ถึงปลายทางสถานีหัวลำโพงในเวลา 19.25 น. โดยสามารถลงสถานีรายทางได้ตามที่กำหนด โดยสอบถามกับเจ้าหน้าที่ประจำรถได้

1583127187968

ใครสนใจในการเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถไฟไปเที่ยวน้ำตกไทรโยกน้อย จ.กาญจนบุรี ลองไปเที่ยวกับรถไฟก็จะได้รสชาติการเดินทางอีกแบบ… #ไปทัวร์ไทย แนะนำเลย

สอบถามที่ railway.co.th

#รถไฟท่องเที่ยว #รถไฟสายน้ำตก #กาญจนบุรี #น้ำตกไทรโยก #น้ำตกไทรโยกน้อย #ทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ #สะพานข้ามแม่น้ำแคว #ถ้ำกระแซ #นครปฐม #พระปฐมเจดีย์ #สุสานทหารพันธมิตร #รถไฟขบวนพิเศษ909

“ความคิดดี” แต่ละคน กำเนิดจากความคิดแต่ละแง่มุม

ทำให้ได้ตามความคิดดีๆ เพียงเริ่มต้นที่ “ลงมือทำ”

ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปสัมผัสความคิด ทัศนคติและวิถีการเดินในเส้นทางต่างๆของผู้คนที่ผมใช้ในการเขียนคอลัมน์ “คนคิดดี” ทำให้รู้ว่าแง่มุมของการทำความดีมีหลากหลายและแตกต่างกัน แต่สิ่งที่คนเหล่านั้นได้ทำอย่างต่อเนื่องเหมือนๆกันคือการทำในดีในสิ่งที่คิด ซึ่งเป็นความคิดที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ของคนอื่นและส่วนรวม อีกทั้งความเหมือนของการกระทำเหล่านี้อยู่ตรงที่การ “ได้ลงมือทำ” ในทันทีที่มีโอกาสโดยไม่รั้งรอเวลา
มุมมองการทำความดีไม่ได้เป็นรูปแบบหรือแบบแผนที่ตายตัว แล้วแต่ใครจะเห็นแง่มุมใด ซึ่งผมได้เข้าใจและมองเห็นว่าความดีที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นการทำดีอย่างรอบด้านหรือในทุกอย่างที่ทำ แค่ดึงเอาสิ่งที่ตนถนัดและทำได้มาขยายผลสู่สังคมส่วนรวมในด้านใดด้านหนึ่ง หรือแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งก็ถือว่าเป็นการทำดีตามทางของ “ความคิดดี” แล้ว
เมื่อผ่านมาครบขวบปีของนิตยสาร Thailand Plus ผมได้มองย้อนกลับไปนึกถึงคำพูดต่างๆ ที่เป็นผลของการลงมือทำความดีของคนเหล่านั้น ในฉบับครบรอบนี้จึงอยากนำเอาส่วนหนึ่งของความคิดมาแบ่งปันอีกครั้ง เพื่อนำพาผู้อ่านได้ลองทบทวนว่าในชั่วชีวิตที่กำลังเดินอยู่และกำลังมุ่งหน้าไปนั้น มีบ้างหรือยังที่ได้ “คิดดี” และ “ลงมือทำ”

“ในฐานะที่เป็นคนไทย ต้องรับผิดชอบต่อผืนแผ่นดินไทย”
ทูน หิรัญทรัพย์
จากนักแสดง ผู้กำกับในวงการบันเทิง สู่บทบาทผู้ให้ความดีสู่สังคม
“ได้เห็นพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ อย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย และในฐานะที่เป็นคนไทย จึงเห็นว่าน่าจะทำอะไรเพื่อตอบแทนสังคมและแบ่งเบาภาระพระองค์ท่าน นั่นคือต้องรับผิดชอบต่อผืนแผ่นดินไทย”
“ความสุขของคนให้ คือการได้บอก บอกสิ่งที่พลาดให้คนอื่นรับรู้ สภาพร่างกายของคนไม่ใช่อุปสรรคของการถ่ายทอดความรู้ สิ่งที่เป็นอุปสรรคคือ ความคิดของเราเองที่จะยอมให้เป็นขวากหนาม ถ้ามีความรู้ก็แบ่งปันกันไป รู้อะไรก็บอกกัน สังคมก็จะเป็นสังคมแห่งความรู้”

“ความแตกต่างไม่ใช่ภัยต่อกันแต่อยู่ด้วยกันได้”
พร้อมบุญ พาณิชภักดิ์
เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย
“งานเพื่อการพัฒนาสังคม ไม่ใช่งานฉาบฉวยเร่งด่วน 1-2 ปีก็เสร็จ มันเป็นงานที่ต้องลงมือทำอย่างต่อเนื่อง บางครั้งอาจยาวนานในชั่วอายุคน การมองถึงปัญหาสังคมไทย ต้องควบคู่กันทั้งการมองอาการและรากเหง้าให้เห็นจริง แล้วค่อยหาแนวทางการพัฒนา”
“เราต่างอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลาย และแตกต่าง ขอให้คิดว่าจะช่วยเหลือกันและกัน ไม่เอาเปรียบ อยู่ร่วมกันให้ได้ท่ามกลางความแตกต่าง”

“อยากช่วยใครให้ลงมือทำทันที อย่ารอจนวันสุดท้ายค่อยทำ”
พรวรินทร์ นุตราวงศ์
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ฝ่ายการพยาบาล วชิรพยาบาล
“พลังของการกอด คือ พลังรัก พลังใจ ที่มอบให้แก่กันคือปาฏิหาริย์ที่สร้างได้ การดูแลด้วยพลังจากตัวเรา รวมถึงพลังของเพื่อนๆ พี่น้อง มันส่งผลให้ผู้ป่วยรับพลังนั้นเข้าไป เป็นการให้กำลังใจทั้งผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยในเวลายากลำบาก ไม่ให้เกิดความทุกข์ในการรอคอยวันจากไป และให้มีความสุขเมื่อมีการตาย”
“การทำความดีต่อผู้อื่นแต่ละคนไม่เหมือนกัน มากบ้างน้อยบ้าง แต่ขอให้ทำ ก่อนนอนให้ลองคิดทบทวนว่าวันนี้เราได้ทำประโยชน์ต่อสังคมอะไรบ้าง แค่สิ่งเล็กๆ ของการทำความดีก็เป็นความดีติดตัวเราได้ แต่ขอให้ทำ ทำวันละเล็กละน้อย อย่าคิดว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยทำ เพราะเราไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้เราจะได้ตื่นลืมตาขึ้นมาอีกหรือเปล่า ให้ลงมือทำก็พอ”

“เริ่มใหม่ได้ ถ้าหัวใจไม่ยอมแพ้”
ตัน ภาสกรนที
เจ้าของธุรกิจเครื่องดื่ม “อิชิตัน”
“ชีวิตมันมีขึ้นมีลง เพียงแต่การขึ้นลงอาจน้อยหรือรุนแรง แต่มันก็คือชีวิต อะไรที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไป ตราบใดที่เรายังยืนอยู่ได้และมีลมหายใจ จะต้องไม่ยอมแพ้ ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ขอแค่ให้สู้ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นทำให้เราเตือนใจว่านี่คือ “บทเรียน” ที่มีคุณค่า ทำให้เราได้เข้าใจว่าเราต้องอยู่ร่วมกับโลกนี้อย่างปกติสุขได้อย่างไร”
“เราไม่ได้รับประกันว่าเราจะมีเงินไปตลอดชีวิต แต่ถ้าเราคิดไว้ให้ครบและรอบด้านอย่างถาวร หากคิดต้องคิดให้จบอย่าค้างคา หากทำก็ต้องวางแผนให้เสร็จ อย่างทิ้งเป็นภาระของคนอื่นเมื่อเราจากไป อย่าให้คนอื่นเดือดร้อนจากการตายของเรา”

สร้างพลังชีวิตเพื่อนำปัญหาเอดส์ไปสู่หนทางสว่าง “Building For Life”
ดร.นฤมล ศรียานนท์
ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงระดับฮอลลีวู้ดคนแรกของเมืองไทย
“เรื่องราวของความขัดแย้งทางทัศนคติ สะท้อนแง่มุมของชีวิตที่ไม่มีแม้แต่โอกาสพูด ให้สามารถเปิดเผยมุมมองและเรื่องราวที่ผ่านมาและกำลังดำเนินไปสู่สังคมรับรู้ เพื่อกระตุ้นให้คนได้คิดตาม จนเกิดความตระหนัก อันจะนำไปสู่ความเข้าใจถึงต้นตอของปัญหา พร้อมๆ กับเสนอแนะให้สังคมรับทราบว่าปัญหานั้นสามารถป้องกันได้ด้วยภูมิคุ้มกันด้านความรู้ การนำความคิด วิสัยทัศน์ และความรู้สึก ออกมาแสดงให้คนทั่วไปได้รับรู้ จนเกิดความเข้าใจ และผังรากลงไปยังพฤติกรรม เป็นเรื่องที่คนทำสื่อต้องเรียนรู้และให้ความสำคัญ”

คนไทยทุกคนมีน้ำใจ พร้อมที่จะช่วยเหลือกันและกัน เพียงแค่มีช่องทางก็พร้อมช่วยทันที
ชาญยุทธ รัษฐปานะ
เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง เล่นดนตรีเพื่อขอรับเงินบริจาคสมทบทุนโครงการหรือมูลนิธิต่างๆ
“หากเราทำจริง ช่วยเหลือจริง ด้วยความจริงใจ และอยากจะทำเพื่อคนอื่น ไม่ต้องรอ ให้ลงมือทำในสิ่งที่เราถนัด แค่มองหาแง่มุมการช่วยเหลือ ก็จะเห็นว่ามีอยู่รอบๆ ตัวเรา และที่สำคัญการทำอย่างนี้มันจะส่งผลให้เรามีความสุขเอง โดยเฉพาะความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น ถึงแม้เราจะเป็นเพียงแค่กำลังเล็กๆ แต่เราก็ได้ชื่อว่าเริ่มต้นและเมื่อเราสามารถช่วยได้ ก็ลงมือทำ ถึงจะเล็กน้อยแต่มีความสุขที่ได้ช่วย”

“ศิลปะท่ามกลางความหดหู่เศร้าหมอง”
เทพศิริ สุขโสภา
ศิลปินผู้สร้างความสุขให้สังคมด้วยงานศิลปะ
“ความเป็นศิลปะช่วยในเรื่องของจิตใจ เพราะความสวยงามของความคิดที่กลั่นออกมาเป็นรูปภาพ สามารถทำให้ความเครียดหรือแรงกดดันที่สะสมอยู่คลายลงได้ การระบายความรู้สึกผ่านเส้นสายดินสอและสีที่ระบายลงไปในภาพ บ่งบอกให้เราทราบว่าความมีศิลปะอยู่ในตัวของคนทุกคน และพร้อมที่จะถ่ายทอดความเป็นศิลปินของตนเองออกมาได้”
“สถานที่ที่น่าจะมีงานศิลปะให้มากที่สุดไม่ใช่บ้านของเศรษฐี หรือพิพิธภัณฑ์ แต่ควรจะต้องอยู่ที่โรงพยาบาล การผ่านไปพบเห็นและสัมผัสภาพวาดจากจินตนาการของคนๆ หนึ่ง จะทำให้ความเครียดหรือกดดันผ่อนคลายมากขึ้น”

“มวยไทย” วัฒนธรรมคู่ชาติที่ควรค่าในการฟื้นฟู อนุรักษ์ เผยแพร่ ให้คงอยู่สืบไป
สุชานี แสงสุวรรณ
ผู้อำนวยการโครงการลานกีฬามวยไทยต้านภัยยาเสพติด สาขาลานมวยครูเสือ กรุงธนบุรี
“ทำไมเราจะดึงศิลปวัฒนธรรมของไทยที่เรียกว่า “มวยไทย” ออกมาจากวังวนของธุรกิจหรือการพนันไม่ได้ และทำไมมวยไทยจะต้องเป็นเรื่องของคนก้าวร้าว หรือนักเลงหัวไม้ ในเมื่อประวัติศาสตร์ชาติไทยตั้งแต่ไหนแต่ไรมา พระมหากษัตริย์ที่ต้องทำการศึก จะต้องมีความรู้และเชี่ยวชาญวิชามวยทุกพระองค์ การรักษามรดกที่มีค่านี้ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไปจึงเป็นเรื่องที่ต้องนำมาขบคิดและตระหนัก ซึ่งเยาวชนคือกำลังสำคัญในการรักษารากเหง้าวัฒนธรรมของชาตินี้ไว้”

“ชีวิตบวก ชีวิตพอเพียง”
สมชาติ เจศรีชัย
รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
“คนเราต้องมีจินตนาการ เมื่อมีความฝันแล้วเราก็ลงมือทำให้ความฝันนั้นเกิดขึ้นมาเป็นความจริง มองและทำตามในสิ่งที่ดีและถูกต้อง ต้องเลือกที่จะทำตามในสิ่งที่ดีอะไรที่ไม่ดีก็อย่าไปตาม อย่าไปใส่ใจ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องคิดเป็น”
“การคิดบวกและการใช้ชีวิตที่พอเพียง คือ คนคิดเป็น ต้องมองชีวิตให้มีเป้าหมาย เมื่อคิดเป็นเราจะคิดบวกได้ มีความสุขได้ง่ายๆ กับอะไรง่ายๆแค่ใช้ชีวิตแบบไม่เบียดเบียนใคร ก็มีความสุขได้แล้ว”

“ทุกอย่างเป็นไปได้หมด ถ้าเราตั้งใจจะทำ”
ศ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์
คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ และคณบดีเกียรติคุณนานาชาติ คณะการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต
“เชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้หมด ถ้าเราตั้งใจจะทำ ไม่ได้ต้องการว่าจะต้องมีชื่อเสียง หรือหวังตำแหน่งอะไร แค่ได้ทำสิ่งที่รัก ทำแล้วมีความสุข ทำไปเรื่อยๆ เห็นผลไม่เห็นผลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง การทำงานต้องมีทีมงาน หากทำเพียงลำพังไม่คิดว่าตนเองจะทำได้ หรือทำสำเร็จ แต่จะลงมือทำไม่หยุด หากรับปากกับคนอื่นว่าจะทำแล้วไม่ทำจะรับไม่ได้”

“ถ้าเราอยากจะช่วยใครสักคน…อย่าลังเล”
ภาคภูมิ ประทุมเจริญ
คนเดินเรื่อง รายการ คน ค้น คน
“เราคนไทยด้วยกัน ถือบัตรประชาชนเหมือนกัน ความแตกต่างแค่องค์ประกอบภายนอก แต่ในใจเราเหมือนกัน หลักคิดคือมิตรภาพและหัวใจ ขอให้เรามีความจริงใจ ไม่อายที่จะยกมือสวัสดีใคร ขอแค่เปิดใจ เอามิตรภาพและจริงใจเข้าหากัน ชื่อว่าคนไทยหัวใจสีเดียวกัน”
“อย่าตั้งคำถามว่าทำแล้วได้อะไร ถ้าอยากจะช่วยใครสักคนอย่าลังเล ทุกหย่อมหญ้ามีคนพร้อมที่จะเปลี่ยนโลกนี้ได้ทั้งนั้น ทุกคนมีคุณค่าเหมือนกันหมด มีสิ่งดีๆ คิดดีๆ อยู่ในใจ แค่เอาความคิดดีๆ มารวมกัน ต่างคนต่างคิดดี ก็ทำให้เราถึงเป้าหมายที่ดีได้”

เหล่านั้นเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของคนที่คิดดีแล้วลงมือทำ ยังมีผู้คนอีกมากมายที่หลบซ่อนและแฝงตัวอยู่ในสังคมที่ผมจะต้องเสาะแสวงหาแล้วขุดค้น นำเอาเรื่องราวที่สามารถจุดประกายความคิด ให้การเดินทางของความดีมีความราบรื่นทั้งในหัวใจและการแสดงออก เพื่อสร้างสังคมสวยงามที่ประกอบด้วยความคิดและการกระทำดีๆ เมื่อความดีแต่ละด้านประกอบกันแล้ว ความสมบูรณ์ก็จะก่อเกิด คงอยู่ และเดินหน้า
คนหนึ่งคนไม่สามารถทำความดีได้รอบด้าน แต่เลือกที่จะทำดี จากความคิดดีๆ อย่างน้อยมีซักอย่างที่ทำได้ … และลงมือทำ … @iPhonnn

ไปเดินพิชิตน้ำตก อาบน้ำแร่ แช่น้ำร้อนที่ “แจ้ซ้อน” เมืองลำปาง

SONY DSC

จุดหมายปลายทางของการเดินทางไม่เคยหยุดนิ่ง สำหรับนำเดินทางแล้ว การค้นหาสิ่งใหม่เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ให้ตนเองเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินต่อเนื่อง ซึ่งในครั้งนี้เราได้มีโอกาสเดินทางไป “อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน” อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและเพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมสูงอีกแห่งหนึ่ง
SONY DSC
อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนมีพื้นที่ครอบคลุมอำเภอเมืองปาน อำเภอแจ้ห่มและอำเภอเมืองลำปาง มีสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร เนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 592 ตารางกิโลเมตร ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2531 เป็นแนวแบ่งเขตระหว่างลำปางและเชียงใหม่ มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่สวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีน้ำตกและบ่อน้ำร้อนอยู่ในบริเวณเดียวกัน ฤดูที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวและมีอากาศเย็นสบาย คือเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์
SONY DSC

อุทยานฯ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดลำปาง 38 กม.ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลวังเงินถนนลำปาง-เดินชัย ซึ่งเป็นหมู่บ้านท่องเทียวเชิงอนุรักษ์ มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี บริเวณอุทยานฯ มี “บ่อน้ำร้อนแจ้ซ้อน” ที่เต็มไปด้วยโขดหินธรรมชาติที่สวยงามบริเวณโขดหินที่แซกอยู่ท่ามกลางแอ่งน้ำร้อน เป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่มีสภาพการเกิดทางธรณีวิทยา มีกลิ่นกำมะถันอ่อน ๆ จำนวน 9 บ่อ ตั้งอยู่รวมกันในบริเวณพื้นที่ที่ ทำการอุทยานฯ ประมาณ 3 ไร่ มีไอน้ำลอยกรุ่นขึ้นมาจากบ่อปกคลุมรอบบริเวณ มีอุณหภูมิสูงถึง 70 – 80 องศาเซลเซียส สามารถแช่ไข่ให้สุกได้ภายใน 15 นาที ไข่จะมีลักษณะไข่แดงสุกไข่ขาวสุกไม่แข็งจะเหมือนมะพร้าวอ่อน เมื่อนำมาปรุงเป็น “ยำไข่แช่น้ำแร่” จะมีรสชาติร่อยยิ่งนัก
SONY DSC

ถัดลึกเข้าไปอีกหน่อย ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 1 กิโลเมตร มีทางเดินไปสะดวกและสามารถเดินจากบ่อน้ำพุร้อนไปถึงก็จะพบกับความมหัศจรรย์ของ “น้ำตกแจ้ซ้อน” ซึ่งเป็นน้ำตกที่กำเนิดจากลำน้ำแม่มอญ มีน้ำไหลตลอดทั้งปี มีแอ่งน้ำรองรับอยู่ตลอดสาย ไหลตกลงมาเป็นชั้น ๆ มี 6 ชั้น เป็นที่วัดใจและความฟิตของร่างกายได้อย่างดี เพราะระยะทางจากชั้นแรกจนถึงชั้นสุดท้ายเป็นการเดินขึ้นภูเขาที่สูงชันริมสายน้ำตก แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะไปถึง เนื่องจากได้รับความเย็นชุ่มฉ่ำจากละอองน้ำตกที่ไหลลดหลั่นลงเบื้องล่างตลอดเวลา ที่ช่วยนำพาเราไปจนสุดทาง
SONY DSC
ที่น่าสนใจเมื่อเดินสูงกว่าชั้นสุดท้ายแล้ว เราจะพบ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ที่ทางอุทยานฯ ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตเองนี้ในพื้นที่ของที่ทำการอุทยานด้วย โดยสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 60 กิโลวัตต์ เลยทีเดียว

SONY DSC

ธารน้ำจากน้ำตกแจ้ซ้อนไหลมาบรรจบกับธารน้ำร้อนจากน้ำแร่ กลายเป็น ธารน้ำอุ่น ทางอุทยานฯจึงสร้างที่อาบน้ำแร่ขึ้นอย่างมาตรฐานเพื่อบริการแก่นักท่องเที่ยวเพื่อจะได้มาแช่น้ำแร่เพื่อสุขภาพอย่างสะดวก
SONY DSC
อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนได้รับรางวัล “อุทยานแห่งชาติดีเด่นประจำปี 2543 ” ด้านการท่องเที่ยว และรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Tourism Awards) ปี 2543 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติยอดเยี่ยมในด้านการออกแบบ สิ่งอำนวยความ สะดวกใน อุทยานฯ ได้อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ นอกจากนั้นสภาพแวดล้อมภายในอุทยานฯ ยังตกแต่งได้อย่าง สวยงามไม่แพ้รีสอร์ท เอกชน เหมาะสำหรับผู้ที่จะไปเที่ยวแบบครอบครัว สามารถเที่ยวได้ตลอดปี
SONY DSCSONY DSC
ลองไปค้นหาความท้าทายที่ยังไม่เคยพานพบ แล้วคุณจะรู้ว่าเมืองไทย ยังมีสถานที่น่าสนใจที่รอให้ไปค้นหาอีกมากมาย …

ขอขอบคุณผู้นำทางจาก SCG และมิตรภาพดีๆ ของผู้คน

ร่วมสืบสานพระราชดำริช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ประชาชน ของ “สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า”

ครบ 150 ปี พระราชสมภพ สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา หรือพระนามหนึ่งคือ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี สมเด็จพระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในด้านการช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ของประชาชน จนองค์การยูเนสโกได้ยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในฐานะที่มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (สาธารณสุข) วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์
SONY DSC
โดยเฉพาะด้านการสาธารณสุข สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้ทรงมีคุณูปการต่อปวงชนชาวไทย ด้วยในสมัยที่พื้นที่ห่างไกลการคมนาคมขาดแคลนบริการการแพทย์ ในปี พ.ศ.2444 โปรดเกล้าฯ ให้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ นำเวชภัณฑ์เข้าสู่หมู่บ้านต่างๆ ในเขตอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อให้ประชาชนในชนบทมีโอกาสเข้าถึงบริการทางการแพทย์ จนเป็นที่มาของ มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ พอ.สว.ในปัจจุบัน ที่ยังคงดูแลสุขภาพแก่ปวงชนทั้งในท้องถิ่นห่างไกลและประสบภัยพิบัติต่างๆ
SONY DSC
สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงพระราชทานกำเนิด โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา เมื่อ 10 กันยายน 2445 หลังจากเสด็จมาพักแรมและนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่มาช่วยเหลือประชาชนในแถบ อ.ศรีราชา โดยทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการสร้าง โดยได้มีการพัฒนามาโดยลำดับ มีการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยและที่พักเจ้าหน้าที่ต่างๆ ปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลระดับกองของสภากาชาดไทย ขนาด 500 เตียง เปิดให้บริการทางการแพทย์ครบวงจร พร้อมกับเป็นสถานที่เสริมทักษะเรียนรู้แก่นักศึกษาและบุคลากรทางการแพทย์
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระปรารภว่าควรมีกิจกรรมที่เอื้อประโยชน์แก่ประชาชนหมู่มากและเป็นสิ่งถาวรที่จะแสดงถึงพระมหากรุณาของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เป็นการเฉลิมพระเกียรติในวาระ 150 ปี พระราชสมภพ และฉลองครบ 110 โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จึงทรงพระราชดำริว่าปัจจุบันสถานที่ต่างๆ ในโรงพยาบาลคับแคบ ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้บริการประชาชน การสร้างอาคารเป็นศูนย์รักษาพยาบาลจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล และเป็นการสืบสานพระราชดำริของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เรื่องการช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ร้อนของประชาชนต่อไป
SONY DSC
โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จึงมีโครงการก่อสร้างอาคารรักษาพยาบาลรวม เพื่อรองรับการให้บริการประชาชนที่เพิ่มขึ้นทุกปี และเพื่อให้เป็นศูนย์กลางให้บริการทางการแพทย์ภาคตะวันออก ชื่อ “ศูนย์รักษาพยาบาลรวมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า 150 ปี” แต่เนื่องจากต้องใช้งบประมาณห่อสร้างจำนวนมาก งบประมาณที่ได้รับสนับสนุนมีไม่เพียงพอ จึงต้องขอรับบริจาคจากผู้มีวิตศรัทธาเพิ่มเติม
และนับเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนทั่วไปจะได้มีส่วนร่วมในการแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และถือเป็นแบบอย่างในการช่วยเหลือคนอื่น สามารถบริจาคเงินร่วมทบทุนก่อสร้างศูนย์รักษาพยาบาลรวมฯ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสวนจิตรลดา ชื่อบัญชี มูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าเพื่อศูนย์กลางแพทย์ฯ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา เลขที่ 067-2-13959-4 โดยทางมูลนิธิฯ ได้จัดทำเหรียญที่ระลึกเฉลิมฉลองในวาระ 150 ปี พระราชสมภพสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าฯ เพื่อสมทบทุนอีกทางหนึ่ง ผู้สนใจซื้อได้ที่มูลนิธิฯ สำนักงานวังสระปทุม โทร.0 2252 9137
SONY DSC
อนึ่ง ในโอกาสเฉลิมฉลองวาระ 150 ปี พระราชสมภพ สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า กรมประชาสัมพันธ์ ได้นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า วังสระปทุม เพื่อเผยแพร่ข่าวสารพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ทั้งงานด้าน การศึกษาเพื่อมวลชน วัฒนธรรม งานหัตถศิลป์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ การแพทย์และสาธารณสุข โดยพิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมในโอกาสเฉลิมฉลองทุกวันจันทร์-เสาร์ 10.00-16.00 น.จนถึง 30 มีนาคม 2556 นอกนั้นยังนำคณะเยี่ยมชมโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จ.ชลบุรี พร้อมชมพิพิธภัณฑ์ภายในบริเวณโรงพยาบาล
SONY DSC
สนใจศึกษารายละเอียดงานเฉลิมฉลองวาระ 150 ปี พระราชสมภพ สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ที่ยูเนสโกประกาศให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในฐานะที่มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (สาธารณสุข) วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ที่ http://www.สมเด็จพระศรีสวรินทิรา.net1 และ http://www.queensrisavarindira.net

เชื่อมสะพานบุญสู่ผู้ยากไร้ ต้องลงมือทำในทันทีที่มีโอกาส

“เมื่ออยากทำก็ลงมือทำ และไม่อยากทำให้เป็นเรื่องซับซ้อน แค่คิดแล้วลงมือ หากใจเราคิดดีและต้องการช่วยเหลือคนอื่นจริงๆ แม้จะไม่ใช่รูปแบบมูลนิธิ แต่มันไปถึงคนที่เราไปช่วยเหลือได้แน่นอน”

สุดยอดของความคิดของผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่มีอาชีพรับราชการตำรวจ เป็นฟันเฟืองตัวเล็กๆ ของวงการสีกากี แต่เรื่องหัวใจที่อยากทำประโยชน์ต่อคนอื่นและสังคมนั้นยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใคร
SONY DSC
ด้วยสองมือและกำลังเท่าที่มีเริ่มต้นด้วยความคิดดีๆ ที่ว่า พอมีเงินเดือน มีรายได้แล้ว จะออกเดินทางค้นหาผู้คนที่หลบซ่อนอยู่ในซอกมุมของสังคม ผู้คนที่กำลังรอคอยความช่วยเหลือ ด้วยหวังว่ากำลังเพียงเล็กน้อยที่เข้าไปประคองนั้น อย่างน้อยก็สามารถทำให้ผู้รอคอยยืนขึ้นต่อสู้ได้ต่อไป
จ่าจินต์ หรือ ดต.จินตวีร์ เกียงมี ผบ.หมู่งานอำนวยการกองวินัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนที่ทำหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ด้วยความตั้งใจ ส่วนนอกเวลาราชการจะเดินทางไปค้นหา ช่วยเหลือ และให้กำลังใจกับผู้ที่กำลังลำบากยากไร้ ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเน้นไปที่ถิ่นทุระกันดารห่างไกลความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า “สะพานบุญ”
SONY DSC
การเดินตามเส้นทางสะพานบุญของจ่าจินต์ เป็นการแบกเป้ตะลอนๆ ไปช่วยเหลือคนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก ที่ได้ส่งเสียงผ่าช่องทางต่างๆ มาให้จ่าได้ยิน ได้เห็น และได้อ่าน ทุกวันศุกร์หรือวันก่อนวันหยุดจะเห็นจ่าจินต์แบกเป้เตรียมเดินทางไปรอรถที่สถานีขนส่งหมอชิต สายใต้ใหม่ เอกมัย หรือจุดนัดพบที่มีผู้ร่วมเดินทางต่างกันไป
“ผมจะเดินทางด้วยตนเองไปค้นหาผู้ที่กำลังประสบกับความยากจน ลำบาก หรือผู้ป่วยที่รอคอยความช่วยเหลือ ให้เห็นว่าเขาเหล่านั้นต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง แล้วค่อยหาสิ่งที่เขาต้องการไปโดยจะเน้นเรื่องของการช่วยเหลือตนเอง ไม่ใช่แค่นำเงินหรือสิ่งของไปให้”
SONY DSC
จ่าจินต์ เล่าให้ฟังว่า แต่ละคนที่ต้องการความช่วยเหลือในพื้นที่ต่างๆ นั้น มีหลากหลายแล้วแต่สภาพ เช่น ครอบครัวที่ลำบากยากจน ไม่มีที่ดินทำกินของตนเอง จนลูกที่เกิดมาเกือบไม่ได้เรียนหนังสือ ไปโรงเรียนก็ลำบาก ต้องอดออมจนบางวันอดข้าวกลางวัน เอาเงินที่ได้เป็นค่าเดินทางเพื่อให้ได้ไปโรงเรียน ในส่วนนี้ก็ส่งเงินทุนการศึกษาให้เพื่อแบ่งเบาภาระและเพิ่มโอกาสให้กับพวกเขา อย่างน้อยมีเงินค่ารถไปเรียน
“ปัจจุบันผมดูแลเด็กนักเรียนยากจนอยู่ 18 คน โดยให้เงินทุนการศึกษาต่อเดือนต่อคน จำนวน 500 บาท ซึ่งยังเป็นเงินที่น้อยนิด แต่อย่างน้อยให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสไปเรียนหนังสือ เป็นค่ารถโดยสารในการเดินทาง ส่วนอาหารกลางวันก็ให้ห่อข้าวกลางวันไปกินที่โรงเรียน ก็จะไม่ต้องห่วงว่าจะต้องอดข้าว ภาระของครอบครัวก็จะลดลง”
100_2705
เงินเดือนของอาชีพข้าราชการตำรวจไม่ได้มากมายอะไร การส่งเงินให้เด็กยากจน 18 คน คิดต่อเดือนแล้วก็เป็นเงินที่มากพอสมควร แต่จ่าจินต์ก็ต้องทำต่อไป เพราะการช่วยเหลือเด็กที่ยากจนให้มีโอกาสได้เรียน เป็นเรื่องที่มีความตั้งใจมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากเมื่อครั้งเป็นเด็กครอบครัวมีฐานะยากจน พ่อเป็นอัมพาตตั้งแต่เขาเกิดมา ภาพที่เห็นคือพ่อไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้ ไม่มีแม้แต่รถเข็ญ เมื่อถึงวัยเข้าเรียนต้องไปอาศัยอยู่กับลุง แต่โชคชะตาก็เล่นตลก ลุงก็มาเสียกะทันหัน ต้องกลับมาอยู่บ้านและต้องประหยัดทุกบาททุกสตางค์หรือแม้แต่รับจ้างรายวันหาเงินเพื่อให้ได้ไปโรงเรียน
DSCF8584
“เมื่อตนเองลำบากมาตั้งแต่เด็ก เลยตั้งใจแน่วแน่ไว้ว่าหากมีเงินเดือน มีรายได้ของตนเอง จะช่วยเหลือคนอื่น โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาเด็กยากจน จนได้รับราชการตำรวจ ก็เริ่มแบ่งเงินเดือนที่มีน้อยนิดให้แก่เด็กที่ขาดแคลน สามารถไปเรียนหนังสือได้”
เมื่อเด็กเหล่านั้นเติบโตและเรียนจนจบชั้นมัธยม ก็ได้เข้าไปศึกษาในระดับปริญญาตรีและรายงานความเป็นไปของการเรียนมายังจ่าจินต์เป็นประจำ เหมือนผู้ปกครองคนหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตเหล่านั้นเดินหน้าต่อไปในโลกอันกว้างใหญ่ได้ ซึ่งจ่าบอกว่า เพียงให้เขาเหล่านั้นเติบใหญ่ ช่วยเหลือตนเองและสามารถช่วยคนอื่นต่อไปได้ก็ดีใจแล้ว
เริ่มต้นการช่วยเหลือเด็กยากจนนั้น มีครั้งหนึ่งที่คนไทยในต่างแดนได้หยิบยื่นความช่วยเหลือส่งเสียให้เป็นรายเดือน แต่เมื่อเหตุการณ์พลิกผันไม่สามารถส่งมาได้ ก็ต้องเป็นภาระที่ต้องสานต่อของจ่าจินต์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจของเขาลดลงเลย ยังคงดำเนินต่อไป ตราบที่ยังมีกำลังและแรงใจแห่งสะพานบุญอย่างมั่นคง
IMGP2517
ดต.จินตวีร์ เกียงมี เริ่มรับราชการเมื่อ ปี พ.ศ.2538และเริ่มต้นเดือนทางทอดสะพานบุญไปยังผู้ลำบากยากได้ตอนปี พ.ศ.2539 จวบจนปัจจุบันที่สะพานบุญนั้นทอดไปทั่วประเทศแล้วในทุกทิศทางเป็นเวลากว่า 16 ปี ที่ไม่โดดเดี่ยวในการเดินทาง เพราะยิ่งทำ ยิ่งเดินหน้า เพื่อนร่วมทางยิ่งเพิ่มเติม ด้วยหลากหลายผู้คน ทุกสาขาอาชีพ ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสะพานบุญนั้น ได้เข้ามาช่วยเหลือทั้งที่เปิดเผยและซ่อนตัวในเบื้องหลัง
“เมื่อคนอื่นได้เห็นว่าจ่าทำจริง ช่วยเหลือคนจริงๆ โดยไม่ต้องการผลตอบแทน การหยิบยื่นความช่วยเหลือก็มาในรูปแบบต่างๆ ซึ่งทั้งหมดจ่าก็ทำตัวเป็นสะพานให้ผลบุญนั้นส่งไปยังปลายทางอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย หวังเพียงเพื่อได้บรรเทาความทุกข์ยากของผู้ที่รอคอยให้เบาบางลง บางครั้งไม่มีบริจาคมา ก็จะใช้เงินตนเองแทน”
100_4069
ไม่เพียงเฉพาะเด็กยากจน หรือ คนต้องการความช่วยเหลือเท่านั้น จ่าจินต์ยังเดินทางไปดูแล ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยในถิ่นกันดารต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้จะไม่ได้ช่วยได้ทั้งหมด แต่ก็ยังดีกว่าไม่ลงมือทำอะไรเลย เพราะคนที่ลำบากนั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนสามารถเข้าถึงบริการของรัฐได้อย่างสะดวก การเดินทางเข้าไปถึงที่จึงเป็นเรื่องที่จ่าเชื่อว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้
“ผมจะค้นหาผู้ป่วยที่ยากจน ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เพื่อเข้าไปมอบสิ่งของจำเป็น หรืออาจเป็นเงินเพื่อซื้อยารักษาโรค และแม้แต่ซื้อหาอาหาร บางครั้งมีคนช่วยบริจาคสิ่งของเงินทองช่วยด้วย จ่าก็จะนำทั้งหมดไปมอบให้ ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาความลำบากได้แล้วยังเป็นการให้กำลังใจอีกด้วย”
จากการเล่าของจ่าจินต์ ในการเข้าไปยังบ้านผู้ป่วยยากจนนั้น กำลังใจของผู้ป่วยสำคัญเหนือสิ่งของเงินทอง การเข้าไปพูดคุยอย่างคุ้นเคย พูดให้กำลังใจ การสัมผัสด้วยการกอด ก็เป็นสิ่งที่จ่าทำทุกครั้ง เพราะเชื่อว่าเมื่อกำลังใจดีแล้ว จะส่งผลให้กายดีตามไปด้วย
เมื่อเราถามจ่าจินต์ว่าทำไมไม่ทำมูลนิธิ จะได้รับการสนับสนุนและวิธีการช่วยเหลือที่มีแบบแผนชัดเจน จ่าบอกอย่างน่าสนใจว่า ไม่อยากทำมูลนิธิ เพราะไม่อยากทำอะไรที่ซับซ้อน เงื่อนไขของระเบียบและเวลาจะตามมาทันทีหากทำมูลนิธิ แต่ถ้าทำตามแนวทางช่วยเหลือของตนเอง เมื่อคิดจะช่วยใครก็ลงมือทำทันที เมื่อให้ไปแล้ว ก็ให้เลย ไม่คิดจะนำมาเป็นผลงานหรือผลประโยชน์ตนเอง
“ผมคิดเพียงว่า ขอให้ได้ให้ ไม่หวังอะไรใคร เมื่อตัดสินใจเดินตามเส้นทางนี้แล้วก็ไม่คิดอะไรมาก คนที่ลำบากยากเข็ญมีมากมาย เมื่อลงมือทำไปแล้วก็ไม่ต้องการอะไรกลับมา เพราะหากเพียงแค่ว่ามีแต่คิด ไม่ลงมือทำแล้วใครจะทำ”
สิ่งที่จ่าจินต์ ยึดถือเป็นแรงบันดาลใจมาโดยตลอดคือ การยึดถือแนวทางวิถีพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีเท่าไหร่ ให้พออยู่พอกิน และแบ่งปันเมื่อมีเหลือ
“จ่าคิดอยู่เสมอว่าเมื่อได้ลงมือทำเพื่อคนอื่นแล้ว ผลนั้นจะออกมาสู่เราเป็นอย่างไรไม่สนใจ และเชื่อว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกำลังมองดูการกระทำของเราเสมอ ดังนั้นจ่าจึงต้องทำเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่านให้มากที่สุด เท่าที่กำลังเรายังมี ซึ่งจ่าตั้งใจแน่วแน่จากพระราชดำรัส ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ที่ว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภัคดีต่อน้ำ…” จ่าก็จะเป็นผู้ดูแลป่าและดูแลน้ำต่อไป”
เมื่อการทำประโยชน์ต่อสังคมและผู้อื่นขยายความรับรู้ออกไปจากสื่อหลายแขนง ก็ได้มีผู้ใหญ่ไม่ประสงค์ออกนามได้มอบที่ดินให้จ่าจินต์ปลูกต้นไม้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการดูแลตนเองเมื่อวันที่แก่ตัว ซึ่งได้นำต้นไม้ต่างๆ ไปปลูกหลากหลายชนิด รวมถึงการปลูกยางพารา เพื่อเป็นแหล่งรายได้สำคัญสำหรับเด็กนักเรียนที่จ่าให้ทุนการศึกษา เพราะในยามขาดแคลนก็อาจจำเป็นต้องใช้เงินจากการกรีดยางบรรเทาไปได้ ซึ่งในวันหยุดเด็กเหล่านั้นก็จะไปช่วยดูแลต้นไม้ที่ปลูกอยู่เป็นประจำ
การเดินทางเพื่อไปช่วยเหลือผู้คนของจ่าจินต์จะถูกนำมาเล่าเป็นเรื่องราวการเดินทางแต่ละครั้ง ลงในสมุดบันทึกเล่มหนา เมื่อพลิกอ่านก็จะพบว่าความคิดที่จะช่วยเหลือคนอื่นนั้นมีอยู่ในหัวใจตำรวจคนนี้อยู่ตลอดเวลา และถูกนำมาถ่ายทอดเป็นหนังสือที่น่าอ่านด้วยสำนวนและแนวการเขียนตามแบบฉบับของจ่าจินต์
และเมื่อผลของการกระทำความดีงามต่อผู้อื่นได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ ได้ทำการเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่นแก่ผู้อยู่ในภาวะยากลำบากและผู้อยู่ในภาวะยากลำบากที่ประพฤติตนดีเด่น ซึ่ง ดต.จินตวีร์ เกียงมี ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1ใน 9 คน ที่เป็นบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ดีเด่นแก่ผู้อยู่ในภาวะยากลำบาก พร้อมเข้ารับประทานรางวัล “ประชาบดี” และเข็มเชิดชูเกียรติ เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา
รางวัลที่ได้รับมันคือความภาคภูมิใจ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือความตั้งใจที่ไม่หยุดอยู่แค่รางวัล จ่าจินต์ยังแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนผู้ยากไร้ที่ได้รับการช่วยเหลือ บางรายต้องดูแลให้ต่อเนื่อง บางรายหายจากโรคภัยไข้เจ็บก็ยังต้องไปเพื่อสร้างกำลังใจ ส่วนเด็กที่ให้ทุนการศึกษาก็ดูแลอย่างใกล้ชิดจนกว่าจะเข้าเรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้น
เมื่อมีเวลาว่างจ่าจินต์จะพาเด็กที่ดูแลอยู่ ร่วมเดินทางไปบำเพ็ญประโยชน์ต่อคนอื่นและสังคม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ได้สานต่อแนวทางที่จ่าได้ลงมือทำมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งสร้างประสบการณ์ที่ไม่ได้มีสอนในห้องเรียน เพียงแค่หวังว่าการทำเพื่อคนอื่นนั้น จะถูกถ่ายทอดไปยังจิตใจในยามที่มีกำลังจะได้เดินทางไปช่วยเหลือคนอื่นต่อไป
IMG_2087
“ผมตั้งใจกับตัวเองได้ว่าผมจะช่วยเหลือคนอื่นจนตัวเองไม่มีกำลัง โอกาสในการทำเพื่อคนอื่นนั้นไม่ได้มีไปตลอดเวลา เมื่อมันเข้ามาเราก็ควรลงมือทำทันที”
สะพานบุญ ของจ่าจินต์ จะเชื่อมโยงและสานต่อพลังแรงใจไปยังผู้คนอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เช่นเดียวกับการเดินทางไม่หยุดยั้งเพื่อค้นหาผู้รอบุญในถิ่นห่างไกล
ดต.จินตวีร์ เกียงมี ผู้เชื่อมสะพานแห่งบุญสู่คนยากไร้ …

ยิ่งลี้ลับ ยิ่งน่าค้นหา ไปให้เห็น ค้นให้เจอ ที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

SONY DSC
เมื่อความลี้ลับของคำตอบยังคงเก็บเงียบงัน การค้นหาก็ย่อมไม่สิ้นสุด ยิ่งการค้นสิ่งที่มีมายาวนานทางประวัติศาสตร์โดยไม่มีการจดบันทึกไว้ ก็ยิ่งเป็นเรื่องท้าทาย เช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าได้ไปสัมผัสทั้งความงามของสถานที่ และความลี้ลับพร้อมกับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ ได้แต่เก็บงำเอาไว้ว่าทำไมการไปพบเจอเรื่องราวอันน่ากลัว จะต้องเกิดขึ้นกับคณะที่ข้าพเจ้าร่วมเดินทาง
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ คือจุดหมายปลายทางของคณะเดินทาง ที่ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าจะต้องเข้าไปเยือนให้ได้ และเรื่องราวก็เกิดขึ้นที่นี่
“อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ” ตั้งอยู่ในเขตอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซากเมืองโบราณนี้ถูกพบครั้งแรกในขณะที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเดินทางไปตรวจราชการมณฑลเพชรบูรณ์ใน พ.ศ. 2447 ลักษณะของเมืองโบราณมีคูน้ำและกำแพงดินขนาดใหญ่ล้อมรอบเป็นรูปวงกลมซ้อนกันอยู่ 2 วง สันนิษฐานว่าแนวคูเมือง กำแพงเมืองที่ซ้อนกันนั้นจะเป็นการขยายตัวของชุมชนในภายหลัง โบราณสถานที่พบมีกระจายอยู่ทั่วไป แสดงให้เห็นถึงความหนาแน่นของประชากร และโบราณสถานเหล่านั้นได้ชี้ให้เห็นถึงลำดับสมัยและช่วงระยะเวลาของการก่อสร้างที่แตกต่างกัน ประกอบกับโบราณวัตถุจำนวนมากที่พบทั้งที่เป็นประติมากรรมเนื่องในศาสนาซึ่งมีความงดงามยิ่งกว่าที่พบในแห่งใด ๆ และวัตถุหลักฐานอื่น ๆ ทำให้สรุปได้ว่าเมืองศรีเทพเป็นชุมชนที่มีพัฒนาการสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ติดต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน นับตั้งแต่สมัยทวาราวดี สมัยลพบุรี ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา และถูกทิ้งร้างไปในที่สุดหลังพุทธศตวรรษที่ 18
เราเริ่มต้นสำรวจที่หลุมขุดค้นทางโบราณคดี ตั้งอยู่บริเวณเนินดินขนาดใหญ่ ได้สร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ครอบไว้ ภายในพบหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นร่องรอยของชุมชนดั้งเดิมในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ คือ โครงกระดูกมนุษย์และของใช้ อายุราว 2,000 ปีมาแล้ว ซึ่งการขุดพบโครงกระดูกมนุษย์และของใช้ครั้งนี้ เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันการตั้งถิ่นฐานของชุมชนในระยะแรกเริ่มที่เมืองศรีเทพก่อนที่จะพัฒนาขึ้นมาเป็นสังคมเมืองที่รับอารยธรรมทวารดีและเขมรโบราณในราวพุทธศตวรรษที่ 13-18 จนกระทั่งเมืองถูกทิ้งร้างไปราวก่อนหรือต้นสมัยสุโขทัย SONY DSC
จะบอกว่าในอาคารนี้มีรูปแกะสลักเทพเจ้าหลายองค์ และบางองค์ข้าพเจ้าถ่ายรูปไม่ติด จนกระทั่งต้องขอขมา…
SONY DSCเราสำรวจต่อที่ “ปรางค์ศรีเทพ” ซึ่งเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ปราสาทประธานเป็นแบบศิลปะเขมร ส่วนบนก่อด้วยอิฐ ฐานเป็นศิลาแลงฉาบปูน ตั้งอยู่บนลานดินที่ก่อรอบด้วยศิลาแลง เป็นฐานสี่เหลี่ยมยกพื้นสูง หันหน้าไปทางทิศตะวันตก สองข้างลานด้านหน้ามีซากบรรณาลัย ที่เหลือเพียงฐาน และทางเดินรูปกากบาทศิลาแลง และฐานอาคารอีกหลายแห่ง
SONY DSCถัดมาอีกหน่อยเป็น “ปรางค์สองพี่น้อง” ศาสนสถานในศาสนาฮินดู ปราสาทประธานเป็นแบบศิลปะเขมร ก่อด้วยอิฐ ฐานเป็นศิลาแลงฉาบปูนทั้งองค์ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก มีปราสาทหลังเล็กซึ่งสร้างเพิ่มเติมขึ้นในภายหลังตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน จึงเป็นที่มาของชื่อสองพี่น้อง บริเวณด้านหน้าปราสาทมีทางเดินและอาคารประกอบพิธีกรรมต่างๆก่อด้วยศิลาแลงหลายหลัง ด้านหน้าสุดมีทางเดินรูปกากบาท
จากการขุดค้นทั้งสองปรางค์นั้นสันนิษฐานว่า แต่เดิมโบราณสถานแห่งนี้คงจะสร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดู ต่อมาอาจเปลี่ยนแปลงเป็นศาสนสถานในศาสนาพุทธมหายาน
SONY DSCเราเดินสำรวจไปที่ “เขาคลังใน” เป็นศาสนสถานประเภทวัดในพุทธศาสนา มีกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ ชื่อโบราณสถานมีที่มาจากความเชื่อของคนในท้องถิ่นที่เชื่อว่าเป็นคลังที่เก็บสิ่งของมีค่า หรือคลังอาวุธในสมัยโบราณ แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ส่วนที่เหลืออยู่ทั้งหมดคือส่วนฐานก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูน ภายในก่อทึบตัน ที่ส่วนล่างของฐานยังเหลือภาพปูนปั้นประดับเป็นลายก้านขด รูปสัตว์ และคนแคระแบก ด้านหน้ามีบันไดทางขึ้นสู่ชั้นบนซึ่งยังเหลือปูนฉาบเป็นลานกว้าง
มีพระสงฆ์ได้เดินเข้าไปสำรวจ 2 รูป พร้อมกับบอกกับข้าพเจ้าในขณะที่ถ่ายภาพอยู่ว่า คณะของข้าพเจ้ามาจำนวนมาก นับได้ทั้งหมด 16 คน … ขณะนั้นคณะของข้าพเจ้าไป 12 แล้วอีก 4 มาจากไหน….
SONY DSCเมื่อออกมาจากคูเมืองรอบใน เราจะพบ “เขาคลังนอก” เป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ ตั้งอยู่นอกเมือง ห่างออกไปราว 2 กิโลเมตร สันนิษฐานว่ามีลักษณะเป็นมหาสถูป มีฐานขนาดใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ก่อด้วยศิลาแลงที่ยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ประดับตกแต่งฐานด้วยอาคารจำลองขนาดต่างๆอยู่โดยรอบ ภายในทึบตัน มีบันไดทางขึ้นทั้ง ๔ ด้าน มีสถูปก่อด้วยอิฐตั้งอยู่ด้านบนล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วและซุ้มประตู ถือได้ว่าเป็นศาสนสถานที่มีขนาดใหญ่และสมบูรณ์มากที่สุดในบริเวณนี้
ก่อนที่จะเข้าไปสำรวจอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จะพบกับศาลเจ้าพ่อศรีเทพ ที่จะต้องลงไปสักการะ และสถานที่นี่เองที่มีเรื่องราวแปลกประหลาดเกิดขึ้นกับคณะของเรา….
ด้วยความที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องอะไรของข้าพเจ้าและในคณะมีคนที่อาจเรียกว่าจิตใจอ่อนไหว จึงเกิดอาการที่เรียกว่า “เจ้าเข้า”ที่บอกเล่าเรื่องราวของคนอื่นได้อย่างถูกต้องทุกคำ และเกิดการมองเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น กับการปรากฏตัวของเจ้าพ่อศรีเทพที่มีร่างกายเป็นผู้หญิง หากคนอื่นเจอหรือคุยให้ฟังคงจะยังไม่เชื่อ แต่นี่เจอกับตัวเอง SONY DSC
นับจากนั้นมาไปแห่งไหน สถานที่ใด ข้าพเจ้าจะให้ความเคารพและยำเกรงเสมอ ถึงกระนั้นความสงสัยก็ยังคงอยู่ โดยที่ยังไม่มีคำตอบกับคำถามที่ตั้งไว้ ถึงแม้จะมีผู้พยายามอธิบาย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่ถูกต้อง … ต้องชวนผู้อ่านไปสัมผัสกันเอง ณ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

ข้อมูลการเดินทาง
การเดินทางไปชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ระยะทางจากกรุงเทพมหานคร 240 กิโลเมตร สามารถไปได้ทั้งรถยนต์ส่วนตัวและรถโดยสารประจำทาง โดยเดินทางตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 21 (กรุงเทพฯ – สระบุรี – เพชรบูรณ์) แล้วแยกขวาที่กิโลเมตรที่ 102 เข้าเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2211 หน้าที่ว่าการอำเภอศรีเทพ อีกประมาณ 9 กิโลเมตร สำหรับรถโดยสารจากสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต) สายกรุงเทพฯ-เพชรบูรณ์ หรือ กรุงเทพฯ-หล่มสัก ลงที่ตลาดอำเภอศรีเทพ และต่อรถรับจ้างเข้าสู่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพเปิดให้บริการทุกวัน ระหว่างเวลา 08.30 – 16.30 น. โดยไม่เว้นวันหยุดราชการหรือวันหยุดนักขัตฤกษ์

“มวยไทย” วัฒนธรรมคู่ชาติ ที่ควรค่าในการฟื้นฟู อนุรักษ์ เผยแพร่ ให้คงอยู่สืบไป

“ทำไมเราจะดึงศิลปวัฒนธรรมของไทยที่เรียกว่า “มวยไทย” ออกมาจากวังวนของธุรกิจหรือการพนันไม่ได้ และทำไมมวยไทยจะต้องเป็นเรื่องของคนก้าวร้าว หรือนักเลงหัวไม้ ในเมื่อประวัติศาสตร์ชาติไทยตั้งแต่ไหนแต่ไรมา พระมหากษัตริย์ที่ต้องทำการศึก จะต้องมีความรู้และเชี่ยวชาญวิชามวยทุกพระองค์ การรักษามรดกที่มีค่านี้ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไปจึงเป็นเรื่องที่ต้องนำมาขบคิดและตระหนัก ซึ่งเยาวชนคือกำลังสำคัญในการรักษารากเหง้าวัฒนธรรมของชาตินี้ไว้”
SONY DSC
คำพูดดีๆ จากผู้หญิงที่ได้ชื่อว่านำพาวัฒนธรรมของชาติที่ผ่านพ้นช่วงเวลาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ของบรรพบุรุษมาเพื่อสืบสานให้ยังคงอยู่ถึงคนรุ่นหลัง คุณสุชานี แสงสุวรรณ หรือ พี่โต ผู้อำนวยการโครงการลานกีฬามวยไทยต้านภัยยาเสพติด สาขาลานมวยครูเสือ กรุงธนบุรี เจ้าของค่ายมวย ว.สาครฤทธิ์ ณ บ้านหลวงวิเศษสาครฤทธิ์ ย่านบางกอกน้อย กรุงเทพฯ
ด้วยความสนใจทางด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม มาเป็นทุนเดิม ผนวกกับชอบศิลปะ “มวยไทย” อีกทั้งเมื่อ 90 ปีมาแล้ว บรรพบุรุษเชื้อสายโดยตรง คือ นาวาตรี หลวงวิเศษ สาครฤทธิ์ ลูกศิษย์คนโปรดของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือ เสด็จเตี่ย ซึ่งเป็นอาจารย์ด้านครูมวย ได้รับการฝึกฝนจนมีความเชี่ยวชาญ จากนั้นจึงมาตั้งค่ายมวยที่บ้านของตนเองย่านบางกอกน้อยในปัจจุบัน นอกจากนั้น นาวาเอกมโนธร แสงสุวรรณ คู่สมรสของคุณสุชานี ก็ยังมีความสนใจในวิชามวยอีกด้วย
ทำให้วันนี้ พี่โต ใช้ที่ดินผืนที่อาศัยอยู่ ซึ่งเคยเป็นค่ายมวยของหลวงวิเศษฯ อุทิศเป็นค่ายมวย ว.สาครฤทธิ์ เพื่อรื้อฟื้นวิถีมวย ซึ่งเป็นวิถีที่คู่กับคนไทย คู่กับประวัติศาสตร์ชาติไทยมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน
“ที่พี่ตั้งใจตั้งแต่ต้นคือการสร้างค่ายมวย เพื่อ ระลึกถึงบรรพบุรุษที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติไทย และต้องการทำประโยชน์เพื่อคนอื่นควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ศิลปะป้องกันตัว โดยตอนแรกส่งเสริมให้เกิดมวยอาชีพ แต่พอทำไปได้สักระยะมวยอาชีพมีเรื่องของธุรกิจและการพนันเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่พี่ไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น ศิลปวัฒนธรรมขั้นสูงของไทยเราจะต้องดีดตัวออกจากวังวนสิ่งไม่พึงประสงค์ออกมา ต่อมาจึงทำเรื่อง “มวยไทย” ให้เป็นการอนุรักษ์ ไม่สร้างนักมวยอาชีพอีกต่อไป”
เมื่อวัตถุประสงค์เรื่อง “มวยไทย” ชัดเจน พี่โต จึงจัดตั้ง “ศูนย์ศิลปะมวยไทยเขตบางกอกน้อย” ขึ้น เพื่อส่งเสริม อนุรักษ์ ฟื้นฟู และเผยแพร่ ศิลปะแม่ไม้มวยไทย โดยเน้นไปที่เยาวชน ให้มีความรู้และความรักในศิลปะมวยไทย และเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง โดยจับมือกับโรงเรียนต่างๆ ในย่านที่ค่ายมวยตั้งอยู่ เข้าไปให้ความรู้ ฝึกสอน โดยครูมวยที่มีความเชี่ยวชาญและมีใจรักที่จะเผยแพร่ศิลปะมวยไทย
“พี่มองว่าการสร้างนักมวยเยาวชนเพื่อสืบสานวัฒนธรรมให้คงอยู่เป็นความรักชาติอย่างหนึ่ง เพราะมวยไทยคือศิลปะทางกีฬาของชาติไทยที่เราควรต้องภาคภูมิใจ ขนาดคนต่างชาติยังรู้จักประเทศไทยจาก “มวยไทย” แล้วพี่เป็นลูกหลานของครูมวย ทำไมพี่จะไม่อนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่คู่ชาติของเราไว้” พี่โตกล่าว
DSC_1079
เมื่อพิจารณาอีกด้านหนึ่งของการฝึกมวยไทย นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดีแล้ว การมีสมาธิยังคู่กับการฝึกฝนด้วย ซึ่งการสอนมวยของค่าย ว.สาครฤทธิ์ จะเริ่มต้นด้วยการสอนให้มีสมาธิ รักษาศีล สร้างให้เกิดปัญญา และที่สำคัญต้องมีคุณธรรมจริยธรรม จากนั้นจะสอนให้ใช้ “นวอาวุธ” หรืออาวุธประจำกาย 9 อย่าง คือ หมัด 2 เท้า 2 เข่า 2 ศอก 2 และศรีษะอีก 1 เพื่อป้องกันตัวเวลามีภัย การเรียนศิลปะมวยไทยจึงเหมาะกับเยาวชนทุกเพศไม่จำกัด
จากความมุ่งมั่นที่จะสืบสานวัฒนธรรม “มวยไทย” ให้คงอยู่คู่สังคมไทยไปตราบนานเท่านาน พร้อมๆ กับการเผยแพร่ศิลปะดังกล่าวให้กว้างขวาง เยาวชนที่มารับการฝึกก็ได้มีโอกาสไปเผยแพร่วัฒนธรรมนี้ตามที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศเป็นประจำ จนได้รับการส่งเสริมจาก ฯพณฯ พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี ให้ดำเนินโครงการ “ลานกีฬามวยไทย ต้านภัยยาเสพติด” สาขาลานมวยครูเสือ กรุงธนบุรี เพื่อให้เยาวชนที่สนใจในกีฬามวยไทยเข้ามาเรียนรู้และฝึกฝน อันจะเป็นอีกกลไกหนึ่งในการอนุรักษ์วัฒนธรรมดังกล่าว
โครงการลานกีฬามวยไทย ต้านภัยยาเสพติด สาขาลานมวยครูเสือ กรุงธนบุรี เป็นสาชาที่ 5 หลังจากที่มีแล้ว 4 สาขา คือ สาขาวังทองหลาง สาขาชุมชนคลองเตย สาขาวัดชลประทานฯ และสาขานนทบุรี ซึ่งมีพิธีเปิดวันที่ 6 ตุลาคม 2555 โดยพลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี เป็นประธาน ทั้งนี้เยาวชนที่สนใจสามารถมาเรียนวิชามวยไทยได้ฟรี โดยพี่โต เปิดบ้าน “หลวงวิเศษสาครฤทธิ์” ที่มีค่ายมวยและหอพักนักกีฬาอยู่ด้านหลังเป็นลานกีฬา ผู้สนใจไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนสามารถมาเรียนได้ ไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย โดยเปิดสอนทุกวันเสาร์ ส่วนหากใครที่เรียนขั้นพื้นฐานแล้วอยากเป็นนักมวยก็สามารถเรียนต่อยอดจากครูมวยเป็นการเฉพาะ ซึ่งจะมีหลักสูตรต่างๆ เปิดรองรับด้วย
พี่โตบอกว่า “ที่เปิดบ้านให้เป็นทั้งค่ายมวย และลานกีฬามวยไทย ก็เพื่อมุ่งหวังให้เยาวชนมีสุขภาพแข็งแรงและห่างไกลยาเสพติด โดยตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่าจะทำค่ายมวยแห่งนี้เป็นค่ายมวยสีขาว ไม่มียาเสพติดและธุรกิจ หรือการพนันมาเกี่ยวข้อง เมื่อท่านองคมนตรีให้ความสำคัญและลานกีฬามวยไทย จึงพอดีกับความตั้งใจ”
จุดเริ่มต้นของการสืบสานศิลปวัฒนธรรมล้ำค่าของชาติ “มวยไทย” เริ่มต้นจาก “ค่ายมวย ว.สาครฤทธิ์” ต่อมา “ศูนย์ศิลปะมวยไทยเขตบางกอกน้อย” และต่อยอดมาเป็น “ลานกีฬามวยไทย ต้านภัยยาเสพติด สาขาลานมวยครูเสือ กรุงธนบุรี” คือความมุ่งมั่นของผู้หญิงเก่งแห่งกรุงธนบุรี ลูกหลานหลวงวิเศษ สาครฤทธิ์ ผู้มองเห็นมวยไทยคือมรดกล้ำค่าที่ควรอนุรักษ์ไว้
นอกจากการเป็นลานกีฬามวยไทยแล้ว ค่ายมวย ว.สาครฤทธิ์ ยังมีการจัดกิจกรรมค่ายพักแรมเยาวชนอบรมหลักสูตรมวยไทย พร้อมรับฝึกสอนหลักสูตรมวยไทยให้ทั้งชาวไทยและต่างชาติ จัดกิจกรรมเรื่องมวย หรือศิลปวัฒนธรรมอื่นๆ โดยมีที่พักนักกีฬาบรรยากาศธรรมชาติในบ้านสวนวิถีไทย ซึ่งอยู่ในบริเวณบ้านของพี่โตนั่นเอง
DSC_1055
ในด้านของแรงบันดาลใจนั้น นอกจากเรื่องราวความเกี่ยวเนื่องของบรรพบุรุษกับประวัติศาสตร์ชาติไทย ยังมีเรื่องของการทำงานในอดีตที่พี่โต ได้ทำมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นผู้ประนีประนอมประจำศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดตลิ่งชัน ทำให้เห็นปัญหาเยาวชนในมิติต่างๆ จึงอยากใช้ “มวยไทย” ในการเป็นสื่อสร้างเยาวชนที่ดี ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและการพนัน นอกจากนั้นยังเคยดำรงตำแหน่งนักพัฒนาสังคม สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เลขาธิการสมาคมนิยมไทย คณะอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์สำนักงานส่งเสริมเอกลักษณ์ประจำชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี และอื่นๆ อีกมากมาย ก็ยิ่งเป็นแรงเสริมในการทำงานเพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมมากขึ้น
“สิ่งยึดเหนี่ยวมาโดยตลอดของพี่คือ ถ้าชอบสิ่งใดให้ทำ ถ้าไม่ชอบอย่าทำ เพราะความชอบจะส่งผลไปให้เกิดความรัก และการพัฒนา เมื่อนั้นความสุขก็จะตามมา เมื่อทำอย่างที่ชอบ ด้วยความต้องการตอบแทนสังคม ช่วยเหลือส่วนรวมแล้ว รายได้หลังจากนั้นค่อยตามมาทีหลัง แต่การทำรายได้ก็ต้องทำพอแบ่งปัน ทำเมื่อรู้จักพอ อีกอย่างพี่จะไม่เอาความสุขของตนเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะเมื่อเราไปเปรียบกับคนอื่น แสดงว่าเราไม่มีความพอ”
“พี่มองว่าการทำการกุศล สามารถทำได้หลากหลายวิธีการ แต่หากเราทำเรื่องของค่ายเยาวชน เปิดสอนเพื่อสืบสานวัฒนธรรมจะเกิดความยั่งยืนมากกว่า เพราะจะเป็นพันธะที่เราต้องทำอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งหน่วยงานอื่นๆ ก็เข้ามาร่วมด้วย ยิ่งสร้างความแข็งแกร่ง ยั่งยืนให้เกิดขึ้น”
พี่โตบอกกับเราด้วยว่าอยากให้ “บ้านหลวงวิเศษสาครฤทธิ์” เป็นแหล่งความรู้ด้านวัฒนธรรม โดยมีมวยเป็นเสาหลัก วัฒนธรรมอื่นๆ มาร่วมหมุนเวียนกันอย่างต่อเนื่อง ให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรม
“พี่อยากให้วัฒนธรรมไทยได้รับการสืบสานโดยเยาวชนไทยเอง เพราะคนไทยเป็น “นักผสมผสานทางวัฒนธรรม” ซึ่งก็ไม่ได้ปฏิเสธวัฒนธรรมของที่อื่น เพียงแต่นำส่วนดีๆ มาผสมให้เข้ากับวิถีของไทย เพื่อให้วัฒนธรรมของชาติเรามีความลื่นไหล พัฒนา เปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของโลกมากขึ้น และเชื่อว่า “มวยไทย” ก็เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมไทยที่จะพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง” พี่โตกล่าวในท้ายสุด
SONY DSC
การมองเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมที่อยู่คู่ชาติไทยมาเป็นระยะเวลาแสนนาน แล้วลงมือทำด้วยความชอบและความรัก ให้เกิดความต่อเนื่องไม่สูญหาย และยังคงอยู่แม้กระทั่งในตัวเยาวชน เป็นอีกมิติหนึ่งของการเขียนประวัติศาสตร์ชาติไทย เพียงแต่เป็นการเขียนด้วยวิถีชีวิต ไม่ใช่เขียนลงกระดาษที่ไร้ชีวิต
ทั้งหมดคือความตั้งใจให้ “มวยไทย” เป็นเช่นนั้น ของ สุชานี แสงสุวรรณ …

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น